Dhammalives สถานีวิทยุ ธรรมะไลฟ์ เสียงธรรมนำชีวิต

 

   

ค้นหา
ดู: 11764|ตอบ: 0
go

ประวัติเจ้าอาวาส วัดคันลัด ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

โพสต์เมื่อ 2012-2-12 02:07 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ประวัติเจ้าอาวาส

*ประวัติพระโสภณสมุทรคุณ*

  • นามเดิม ทองหล่อ นามสกุล พลูเจริญ
  • เกิดวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐
  • ณ. บ้านเลขที่๒๙หมู่ที่ ๙ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ
  • บิดาชื่อ ยิว  มารดาชื่อ ทองสุข
  • ก่อนจะมาอุปสมบท เรียนจบชั้น ม.๖ จากโรงเรียนอิสระนุกูล
  • อุปสมบท ณ พัทธสีมา  วัดคันลัด   ต.ทรงคนอง   อ.พระประแดง    จ.สมุทรปราการ   เมื่อวันที่ ๑๘  กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๐๗    พระศรีสมุทรคุณ เจ้าคณะอำเภอพระประแดง วัดท้องคุ้ง   เป็นพระอุปัชฌาย์  (ตำแพน่งปัจจุบัน คือ พระราชวิริยาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสมุทรปราการวัดกลางวรวิหาร)  พระครูอุทัยธรรมสาร วัดทรงธรรมวรวิหาร (ปัจจุบันคือ พระราชวิสารทะ)  เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระพระอธิการบรรจง วรจิตฺโต วัดคันลัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์

  • จบการศึกษา น.ธ.เอก เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๙
  • ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดคันลัดเมื่อวันที่๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๒
  • เป็นรองเจ้าคณะตำบลตลาด เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๖
  • เป็นเจ้าคณะตำบลตลาด เมื่อ พ.ศ.  ๒๕๑๘
  • เป็นพระวินัยธร พ.ศ. ๒๕๑๖
  • เป็นพระปลัด พ.ศ. ๒๕๑๘
  • เป็นพระครูปลัด พ.ศ. ๒๕๑๘
  • เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๕๒๙
  • เป็นพระครูสมุทรพัฒนโสภณ พ.ศ. ๒๕๒๙

พระครูสมุทรพัฒนโสภณ เป็นเจ้าอาวาสวัดคันลัดองค์หนึ่งที่ได้สร้างความเจริญในทุกๆด้านให้แก่วัด คันลัด  เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าขอบันทึกไว้เพื่อ  อนุชนรุ่นหลังจะได้ทราบประวัติอย่างแท้จริงทั้งทางด้านการก่อสร้าง  การปกครอง และคุณธรรม ของท่านในฐานะที่ข้าพเจ้าผู้บันทึก  เป็นทั้งศิษย์  และเป็นทั้งผู้ที่อยู่วัดนี้มานาน ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบัน  เพราะฉะนั้นต่อไปนี้จะเป็นการเขียนเรื่องบันทึกเรื่องราว เป็นข้อเป็นตอน และเกร็ดประวัติต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องกับวัดคันลัด และประวัติของท่านตามความเป็นจริงต่อไปนี้
*ด้านการก่อสร้างวัด*
วัดคันลัดในสมัยที่พระครูสมุทรพัฒนโสภณ เป็นเจ้าอาวาสใหม่ๆอยู่นั้น อยู่ในอาการทรุดโทรม อุโบสถก็ชำรุดเสียหาย  เวลาจะลงอุโบสถ หรือบวชนาคแต่ละครั้ง จะเปิดประตูโบสถ์ก็แสนยาก เพราะกลัวจะหลุดลงมา พื้นโบสถ์ภายในก็ร้าวแตกทรุด ผนังปูนของโบสถ์ก็หมดอายุผุกร่อน หลังคาก็รั่วพระพุทธรูปเก่าๆในโบสถ์ก็โดนขโมยอยู่ตลอดเวลา เพราะประตู หน้าต่างไม่แข็งแรง ท่านจึงมีดำริที่จะสร้างอุโบสถใหม่   โดยไม่เอาที่เดิมเพราะติดถนน    ท่านเล็งเห็นในอนาคตว่าต่อไปการคมนาคมจะเจริญ รถราก็จะมาก เสียงของรถยนต์ก็จะดังทำให้ไม่สงบในเวลาจะทำสังฆกรรม ท่านจึงย้ายมาสร้างทางสระน้ำ โดยระยะแรกก็มีเงินทุนเพียงนิดหน่อยเท่านั้น
ในสมัยพ.ศ.๒๕๑๖ ค่าของเงินยังแพง แต่ชาวบ้านก็ยังไม่รวยทรัพย์สินกันเหมือนในปัจจุบัน แต่อาศัยที่ท่านตั้งใจจริง  และชาวบ้านเห็นว่าท่านทำจริง ศรัทธาก็หลั่งไหลมาไม่ขาดสาย อุโบสถหลังใหม่
ก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี สวยงาม   ทำการผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตได้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘  ท่านเป็นเจ้าอาวาส
ใน พ.ศ. ๒๕๑๒ สร้างโบสถ์ใน พ.ศ. ๒๕๑๖ ใช้เวลาเพียง ๒ ปี ก็สำเร็จ นี้มิใช่ของง่ายเลย ที่เจ้าอาวาสใหม่ๆจะทำได้เพราะเป็นงานที่จะต้องใช้ปัจจัยมาก   ในระยะปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ท่านก็มีโครงการย้ายกุฏิสงฆ์เสียใหม่ เพื่อให้เข้ารูปเข้ารอย เป็นระเบียบสวยงามโดยทำการถมที่สวนหลังวัด ปรับปรุงที่ให้เรียบ แล้วเอากุฏิมาไว้ด้านหลัง ดังที่เห็นในปัจจุบันนี้ เป็นลักษณะตัวยู และมีหอฉันท์หอสวดมนต์ อยู่ตรงกลาง กุฏิทำเป็น ๒ ชั้น เรือนโบราณครึ่งตึก
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้มีผู้มีจิตศรัทธาคือ พ.ต.หญิง สุชาดา อติวรรธนะ ได้สร้างเมรุเผาศพถวาย พร้อมทั้งศาลาสวดศพ อีก ๒ ศาลา และของนายสงกรานต์ ศรหิรัญ  กับ นางแหวน แก้วคะนอง สร้างร่วมกันอีก ๑ ศาลา หอระฆังเก่าชำรุด  และย้ายจากสถานที่เดิมโดยการชักลากไป อยู่ริมกำแพงโบสถ์เพื่ออนุรักษ์ของเก่าไว้ และได้สร้างหอระฆังหลังใหม่ขึ้น โดยผู้มีจิตศรัทธาคือ นางบู่  ทองเจริญ  สร้างอุทิศให้กับตระกูล “แก้วคะนอง” โดยสรุปแล้ววัดคันลัดนี้ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เหมือนสร้างวัดขึ้นมาใหม่เลยก็ว่าได้ในสมัยของพระครูสมุทรพัฒนโสภณนี้ และยังมีโครงการสร้างและกำลังสร้างอยู่อีกหลายอย่าง
อย่างในปีนี้ พ.ศ.๒๕๓๕  ก็มีผลงานการก่อสร้างที่สำเร็จลุล่วง อีก ๒ ชิ้น คือ กุฏิสงฆ์หลังใหญ่ที่กำลังจะเสร็จแล้วในปีนี้  ในบทต่อไปนี้ก็จะบรรยายถึงเกร็ดย่อยในประวัติของท่านบ้าง และประวัติของวัดบ้าง โดยจับเป็นลักษณะเป็นตอนๆ ดังต่อไปนี้
*ด้านการ ศึกษาวิทยาคม*
ในการด้านการศึกษาวิทยาคมของหลวงพ่อพระครูสมุทรพัฒนโสภณนั้น ท่านได้ศึกษากับอาจารย์ดัง  ๆ หลายรูป   ตลอดจนฆราวาสจอมขมังเวทต่าง ๆ  อีกนับไม่ถ้วน เท่าที่ข้าพเจ้าผู้บันทึกพอจะจำได้ก็มี
๑. พระอุปัชฌาย์เชย อดีตเจ้าอาวาสวัดคันลัด   ในตอนนั้นท่านพระครูสมุทรพัฒนโสภณ เป็นศิษย์วัดอยู่  ซึ่งพระอุปัชฌาย์เชย อดีตเจ้าอาวาสวัดคันลัดผู้นี้ มีชื่อเสียงมากในด้านการเทศน์ ภาษารามัญ  ในขบวนพระรามัญด้วยกันแล้วยังไม่มีผู้ใดเทศน์ได้เพราะเช่นท่านอีกเลย เดี๋ยวนี้ยังมีศิษย์ที่เคยมาเรียนเทศน์กับท่านหลงเหลืออยู่เพียงองค์เดียว คือ ท่านพระครูสิทธิเดชะ แห่งวัดชนะสงคราม กทม. ซึ่งสมัยท่านเป็นสามเณรจากบ้านแพ้ว สมุทรสาคร มาเรียนเทศน์รามัญกับท่าน พระอุปัชฌาย์เชย แห่งวัดคันลัดนี้ ถ้าผู้ใดรู้จักท่าน พระครูสิทธิเดชะ กรุณาสอบถาม ท่านเองจะได้รายละเอียด ก็ว่าผู้บันทึกเพราะท่านเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดท่านพระอุปัชฌาย์เชย ท่านมีพระเวทย์อยู่บทหนึ่ง คือ คาถาเรียกลาภ ในสมัยท่านมีชีวิตอยู่ท่านถามลูกศิษย์ว่า  “เอ็งอยากจะกินอะไร” พอลูกศิษย์บอกว่าอยากกินสิ่งนั้นๆ ท่านจะเอามือมาลูบศีรษะท่านแล้วภาวนาภาถา พอถึงเวลาเพล จะต้องมีคนเอาของสิ่งนั้นๆ มาถวาย ข้าพเจ้าผู้บันทึก เคยได้พระภาถาบทนี้จาก   (ครูโปร่งจอกลอย)   อดีตครูใหญ่ โรงเรียนวัดคันลัดในสมัยนั้น  ปัจจุบันนี้ท่านคงมีอายุประมาณ ๗๐  ปีกว่าแล้ว ครูโปร่งท่านบอกว่า เป็นคาถา หลวงพ่อเชย เป็นคาถาเรียกลาภ หรือจะเรียกว่าลาภปากก็ได้ คือเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกิน   
คาถานี้ว่า    “โอมฉิมพาลี   จะมหาเถโร   สุระโน โตระโห ปีณฑะปาโต นะชาลีติ”  หลวงพ่อพระครูสมุทรพัฒนโสภณ  ท่านก็เป็นศิษย์ก้นกุฏิ ท่านก็ต้องได้รับการถ่ายทอดสิ่งต่างๆของ พระอุปัชฌาย์เชยไว้มากมาย เมื่อวันไหว้ครูของท่าน เมื่อเร็วๆมานี้ ท่านก็ได้เอาตำราเก่าในการเคี่ยวน้ำมันมนต์หงษาของอุปัชฌาย์เชยมาทำ ตำรานี้ได้มาจากพระครูบรรจง อดีตเจ้าอาวาส รูปต่อมาจากอุปัชฌาย์เชย
“ส่วน ผสมน้ำมันมนต์หงษา”
๑.น้ำมันงา ๑ ลิตร
๒.กานพลู ๑๐๘ เม็ด
๓.ตะกั่ว ๑ ชั่ง
๔.เจ็ดตะมูลเพลิงพอประมาณ
วิธีเคี่ยวน้ำมันนั้นผสมกลับไปกลับมา จนหว่าตะกั่วกับน้ำมันจะเข้ากันดีแล้ว ถึงใส่กานพลู-เจ็ดตะมูลเพลิง แช่น้ำมันใส่ไว้ในปี๊บ  แล้วนำไปเศกด้วย “สัมพุทเธ” ๑๐๘ จบ   สรรพคุณนั้นไม่ต้องบรรยาย ถ้า แขน-ขา หักหรือเดาะใช้ทาชะงัดดีนัก

๒. พระอธิการเผือก โสภิโต    อดีตเจ้าอาวาสวัดจากแดง   อ.พระประแดง  จ.สมุทรปราการ หลวงพ่อพระครูสมุทรพัฒนโสภณมีความสนิทสนมและใกล้ชิด เรียกท่านว่าหลวงตาเผือก ปลัดขิกของหลวงตาเผือกท่านดังมาก หลวงตาเผือกองค์นี้ท่านสำเร็จผงมหาราช ท่านเก่งในทางทำผงลบสูตงผงต่างๆ มี ปฐมัง-อิทธิเจ-มหาราช  ท่านเป็นหมอยาด้วย และที่สำคัญคือ วิชาปราบผีเข้าเจ้าสิง ท่านเก่งมาก
๓. พระครุคำ ปุญญาโส อดีตเจ้าอาวาสวัดบางขมิ้น อ.พระประแดง จ. สมุทรปราการท่านได้ศึกษากับพระครูในทางด้านคงกระพัน   คือพระครูคำนี้เก่งมากในทางด้านคงกระพันชาตรี    นักมวยแถว อ.พระประแดง ในสมัยนั้นก่อนจะขึ้นชก นิยมมาหาท่านลงกระหม่อม พอลงเสร็จท่านจะบอกว่า รับรองไม่มีแตก แต่บวมหรือปูดไม่รับรอง  พระครูคำองค์นี้ท่านชอบมวยมาก เวลาท่านมรณภาพไปแล้ว  ตอน ฌาปกิจศพท่าน ยังต้องมีมวยชกถวายหน้าไฟด้วย คาถาประจำตัวของท่านคือ “อิ กะ วิ ติ” เหรียญรุ่น ๑  พ.ศ. ๒๕๑๔   และเหรียญรุ่น ๒ พ.ศ. ๒๕๑๗   เหรียญของท่านทั้ง  ๒  รุ่นท่านท้าให้ทดลองได้เลย
๔. อาจารย์ซ๊อก แห่งเมืองลพบุรี  ท่านนี้เป็นฆราวาสจอมขมังเวทย์ ท่านเก่งในด้านเมตตามหานิยมมาก ข้าพเจ้าเคยเห็นท่านลงนะหน้าทองได้อย่างหน้า อัศจรรย์     และยงอิทธิเจของท่านเยี่ยมยอดจริงๆ
๕.พระครุสมุห์เล็ก  วัดหลักสี่ดอนเมืองหลวงพ่อพระครูสมุทรพัฒนโสภณ ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากพระครูสมุห์เล็กไว้แบบหมดไส้หมดพุงทีเดียว พระครูสมุห์เล็กนี้ท่านเก่งในด้านการถอนของขับไล่ภูตผีปีศาจ ขนาด ตี๑  ตี๒  ยังมีคนมาขอให้ท่านรดน้ำมนต์

๖. หลวงปู่พริ้งวัดคลอง ๑๕ จ.นครนายก  หลวงปู่พริ้งองค์นี้มรณภาพไปแล้ว  ท่านเก่งมากในเรื่องเครื่องราง  คือ ตะกรุดไม้ไผ่ยอดด้วน  ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ  ท่านก็ได้ถ่ายทอดวิชาให้หลวงพ่อพระครู สมุทรพัฒนโสภณ  ไว้หลายอย่างหลายประการ
๗. อาจารย์ชูศักดิ์ พุทธิริยา  ฆราวาสผู้เชี่ยวชาญ ลัทธิพราหมณ์  ท่านผู้นี้คลุกคลีกับหลวงพ่อพระครูสมุทรพัฒนดสภณ อย่างมากและยาวนานจนถึงแก่กรรมไป  หลวงพ่อได้รับการถ่ายทอดตำรับตำราของอาจารย์ชูศักดิ์  มาทุกอย่าง  เกี่ยวกับเรื่องเทพ เรื่องพระเวทย์บูชาครู เรื่องการตั้งศาลพระภูมิ หรือพิธีกรรมต่าง ๆ อาจารย์ชูศักดิ์ท่านเป็นศิษย์ของหลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง นนทบุรี  และเป็นเจ้าพิธีในการแห่เจ้าแม่กาลี ที่วัดศรีอุมาเทวีที่สีลมเป็นประจำทุกปี
เท่าที่ได้เอ่ยนามของเกจิ อาจารย์ต่าง ๆ ที่หลวงพ่อได้รับความเมตตาจากท่านที่ได้ถ่ายทอดวิชาอาคมมา  มีที่ยังมีชีวิตอยู่ และล่วงลับดับันธ์ไปแล้วก็หลายองค์  ส่วนที่ยังอีกมากมาย  ข้าพเจ้าผู้บันทึกไม่ทราบก็มีอยู่อีกมาก  เมื่อท่านได้ทราบความจริงอย่างนี้แล้วคงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมหลวงพ่อวัค ันลัดจึงมีพลังจิต  พลังวิชาอาคมเข้มขลังนัก

ในด้านการปกครอง
หลวงพ่อพระสมุทรพัฒโสภณ ท่านเป็นเจ้าคณะตำบลตลาด อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ วัดในเขตการปกครอง มีรวมทั้งหมด ๘ วัด คือ
๑.    วัดทรงธรรมวรวิหาร
๒.    วัดแค
๓.    วัดจวนดำรงราชพลขันธ์
๔.    วัดครุใน
๕.    วัดครุนอก
๖.    วัดชมนิมิต
๗.    วัดชังเรือง
๘.    วัดคันลัด
รวมทั้งหลวงพ่อ เป็นพระอุปัชฌาย์ด้วย  จึงมีทั้งลัทธิวิหาริก และอันเตวาสิก  ปีละมากมาย วัดต่างๆที่นิมนต์หลวงพ่อไปนั่งอุปัชฌาย์ประจำก็มี  วัดครุใน, วัดชังเรือง, วัดทุ่งครุ วัดกองแก้ว วัดราษฎร์รังสรรค์, วัดบางกระเจ้านอก , วัดบางกระสอบ , วัดป่าเกด ,วัดบางพึ่ง  ปีหนึ่ง ๆ มีผู้ที่มาเป็นลัทธิวิหาริก ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน แต่ที่น่าแปลกของหลวงพ่อ ไปกว่าพระอุปัชฌาย์องค์อื่น ๆ ก็คือ ตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์มา เงินทุกบาททุกสตางค์ ในการนั่งอุปัชฌาย์ของท่าน  ท่านเก็บเป็นกองทุนให้แก่วัดทั้งหมด ไม่เอาเป็นของส่วนตัวเลย  ของถวาย ไม่ว่าจะเป็นต้นเทียน หรือไตรจีวร ท่านไปบวชที่วัดใด ก็ถวายแก่วัดนั้นไม่เคยเก็บมาวัดตัวเองเลย  มีอยู่ครั้งเดียวที่ต้องเอามาคือถังใส่น้ำใบใหญ่ที่  กำนัน ปรุง ฟักแก้ว กำนันตำบลบางครุ  ขอร้องแกมบังคับให้เอามาด้วยเท่านั้น  ในงานอุปสมบทลูกชายของกำนันที่วัดครุใน
ในการปกครองคนส่วนมากนั้น  ต้องมีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นวงการไหน ๆ รวมทั้งวงการคณะสงฆ์  ขึ้นชื่อว่าเรื่องของมนุษย์แล้ว ไม่ยุ่งไม่มี  ถ้ามีคนมากว่า ๒ ขึ้นไปแล้วละก็หนีไม่พ้นปัญหาหรอก เพราะฉะนั้น  จึงนับว่าเป็นงานที่หนักมากเอาการอยู่  เมื่อวัดต่าง ๆ มีปัญหา  เช่นเรื่องพระทะเลากันก็ดี  มีการฟ้องร้องกันก็ดี  ถ้าเรื่องถึงเจ้าคณะจังหวัด  คือ  หลวงพ่อพระราวิริยาภรณ์  ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระครูสมุทรพัฒนโสภณด้วย  หรือเรื่องถึงเจ้าคณะอำเภอพระประแดง  หลวงพ่อพระครูธรรมวิธานปรีชา วัดแคแล้วละก็  ทั้ง ๒ท่าน จะต้องเรียก หลวงพ่อพระครูวัดคันลัด  ไปสะสางปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ทุกครั้งไป  และงานก็สำเร็จเรียบร้อยไปได้ด้วยดีทุกครั้ง  จนเป็นที่ไว้ใจของพระเถระผู้ใหญ่  ให้ความเมตตารักใคร่ในตัวหลวงพ่อวัดคันลัด  มักเรียกตัวหลวงพ่อไปใช้สอย ในงานคณะสงฆ์ระดับชาติ  ไม่ว่าจะเป็นหารอบรมพระอุปัชฌาย์ที่วัดสามพระยา ของทุก ๆ ปี  หลวงพ่อก็เป็นกรรมการให้คุณในโทษแก่ว่าที่พระอุปัชฌาย์ที่มาสอบได้ และยังเป็นคณะกรรมการตรวจธรรมสนามหลวงประจำภาคเหนือด้วย
ในด้านการบำเพ็ญ คุณประโยชน์แก่วัดอื่น ๆ ที่จะจัดงานใหญ่ ๆ เช่น งานฝังลูกนิมิต เป็นต้น ท่านก็ช่วยอย่างเต็มความสามารถจนบรรลุล่วงไปได้ด้วยดี  หลวงพ่อเชย  อินทรโชโต  มรณภาพลง  หลวงพ่อวัดคันลัดก็ได้ไปช่วย พระอธิการจำรูญ  นนทิโยในงานต่าง ๆ จนท่านในความเคารพรักใคร่ในตัวหลวงพ่อวัดคันลัด  มีอะไรดี ดี ก็มอบให้  พระปิดตาวัดบางกระสอบของหลวงพ่อเชยพิมพ์ที่หายาก  ก็อยู่กับหลวงพ่อวัดคันลัด
ด้านส่งเสริมการศึกษา
ในด้านการ ศึกษา  พระปริยัติธรรมก็ดี หรือ บาลีก็ดี เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับพระภิกษุสามเณรในวัด  ถ้าหากขาดการศึกษาทั้ง ๒ แผนกนี้แล้ว ศาสนาก็จะไม่เจริญก้าวหน้า  ถ้าปริยัติไม่มี  ปฎิบัติก็ผิดไปจากคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า  เมื่อปฎิบัติผิด  ปฎิเวธ  คือการรู้แจ้งเห็นจริงในโลก กุตตรธรรมก็ไม่บังเกิด
หลวงพ่อ วัดคันลัดท่านได้เล็งเห็นในสัจธรรมแห่งอันตรธาน  ทั้ง ๓ นี้  จึงได้ให้การสนับสนุน  ส่งเสริมในด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก  ทั้งสอนเอง  อบรมเอง ในการสนับสนุนติดต่อครูบาอาจารย์ที่มีวิชาความรู้มาช่วยอบรมสั่งสอน บ้าง  โดยใช้ทันส่วนตัวของท่านเองทั้งสิ้น  ฉะนั้น ในเขตการปกครองตำบลตลาดมีทั้งหมด ๙ วัด  เมื่อถึงเวลาสอบธรรมสนามหลวง จึงมีสถิตการสอบได้ดี  มีพระภิกษุสามเณร เข้าทำการสอบมาก ที่สำคัญที่สุดก็คือ  อำเภอพระประแดงนี้ได้มีการเรียนการสอนธรรมศึกษากันมาก  แต่ละโรงเรียนในเขตตำบลตลาด  มีนักเรียนเข้ารับการศึกษากันมาก เช่น โรงเรียนวัดทรงธรรม  โรงเรียนวัดสุทธิกษัตริย์  โรงเรียนอำนวยวิทย์ โรงเรียนเทศบาลวัดกลางนา  โรงเรียนป้อมแผลงไฟ้ฟ้า  เป็นต้น  สถิติของแต่ละปีมีนักเรียนที่เข้าสอบทั้งหมด ๓ สนามสอบ  คือ  สนามสอบวัดทรงธรรมวรวิหาร , สนามสอบรงเรียนวัดครุใน  สนามสอบโรงเรียนวัดวิสุทธิกษัตริย์  นักเรียนที่สอบธรรมศึกษา  ตรี โท  เอก  ปีหนึ่งจึงมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ คน  จึงนับได้ว่าเขตอำเภอพระประแดง  มีการสนับสนุนการเรียนธรรมศึกษามากที่สุดของกระเทศก็ว่าได้  และมีมานานแล้วด้วย
ส่วนเรื่องของการศึกษาบาลีนั้น  หลวงพ่อพระครูสมุทรพัฒนโสภณ  ท่านได้ตั้งเงินเดือนให้แก่พระภิกษุ สามเณรที่เรียนด้วย ตามวัดอื่น ๆ เขาจะให้เฉพาะพระที่สอบบาลีได้เท่านั้น  แต่หลวงพ่อวัดคันลัด ท่านให้แม่กระทั่งผู้ที่เรียนด้วย
ด้านกิจของสงฆ์  การลงอุโบสถ การทำสังฆกรรม  หลวงพ่อท่านเล็งเห็นความสำคัญขององค์ผู้สวดพระปาฎิโมกข์มาก  ทุก ๆ วันพระสิ้นเดือน กลางเดือน  คือวันอุดบสถ หลวงพ่อจะถวายจตุปัจจัย  บูชาพระปาฎิโมกข์ ปักข์ละ ๕๐๐ บาท และเครื่องไทยธรรม อีกมากมาย พร้อมด้วยไตรจีวรอีก ๑ ชุด
หลวงพ่อวัดคัน ลัดท่านเป็นพระสมถะ  เป็นพระที่ไม่สะสม  เรื่องอุปนิสัยใจคอแล้วละก็  ผู้เขียนเห็นท่านมาตั้งแต่ท่านอุปสมบทวันแรก  จนกระทั่งปัจจุบันนี้  ยังไม่เคยพบใครที่ไหนจะมีอุปนิสัยใจดี อย่างนี้เลย  ข้อนี้ลูกศิษย์ลูกหาของท่าทุกคนรู้ดี  ไม่ว่าลูกศิษย์คนนั้นจะดีหรือเลว อย่างไรทานก็ให้ความรักความเอ็นดูเสมอเทียมกัน  ลูกศิษย์บางคนเคยขโมยของ ๆ ท่าน ท่านพบเห็นก็ไม่เคยว่าอะไร  แม้แต่ผู้เขียนเองยังเคยนึกในใจเป็นเชิงตำหนิท่านเลยว่า  หลวงพ่อเรานี่ใจดีเกินไป   ผู้เขียนเองมีความพอใจในคำพูดของท่านอยู่คำหนึ่งก็คือ  ถ้ามีพระสงฆ์องค์ใดไปฟ้องท่านว่าของหาย  คนโน้นขโมย  คนนี้ขโมยละก็  ท่านก็จะบอกพระองค์นั้นไปว่า เรามันไม่ดีเองที่ไม่ระวัง  เก็บไว้ไม่ดีของจึงหาย  ถ้าเราเก็บดีแล้วของก็ไม่หาย
สำหรับคำคำนี้ ถ้าผู้ที่มีปัญญาอันชาญฉลาดฟังแล้วจะรู้ซึ้งทันทีว่า  คำพูดของท่านเป็นคำพูดที่อิงคติธรรมได้อย่างยอดเยี่ยม  ท่านมิใช่สอนแต่พระองค์อื่นเท่านัน  แม้แต่ตัวท่านเวลาของท่านหาย  แทนที่หลวงพ่อท่านจะดุว่าผู้อื่น  ท่านกลับพูดว่า “เรามันไม่ดีเอง  วางไว้ไม่ดีของจึงหาย”  สัจจะธรรมข้อนี้เข้าหลักที่ว่า “จงเตือนตนเองด้วยตนเอง”  และ  “ไม่ประมาท”  เพราะธรรมชาติของคนเรา  มักจะมองความผิดของผู้อื่นเสมอ  ส่วนความผิดของตัวเองมักมองไม่เห็น  เข้าทำนองภาษิตที่ว่า “โทษคนอื่นมองเห็นเช่นภูเขา  โทษของเรามองเห็นเท่าเส้นขน  ตดคนอื่นเหม็นเบื่อจนเหลือทน  ตดของตนถึงจะเหม็นไม่เป็นไร”
CCI10022552_00023.jpg
CCI10022552_00023.jpg
CCI10022552_00024.jpg
CCI10022552_00025.jpg
CCI11022552_00000.jpg
CCI11022552_00001.jpg
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

dhammalives!

GMT+8, 2019-6-21 01:28 , Processed in 0.066700 second(s), 13 queries .

Powered by Discuz! X1.5 This website Design by Thaigraph.com

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.