Dhammalives สถานีวิทยุ ธรรมะไลฟ์ เสียงธรรมนำชีวิต

 

   

ค้นหา
ดู: 28782|ตอบ: 0
go

ประวัติ หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร

Rank: 9Rank: 9Rank: 9

โพสต์เมื่อ 2012-3-13 03:35 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

รวบรวมเรียบเรียง โดย ลูกศิษย์รุ่นหลังที่อยู่ในวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

ที่มาของข้อมูล
www.Chumphontour.com

ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีฉลู ร.ศ. ๑๐๗ (ตรงกับวันอังคารที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๒) ได้มีทารกน้อยเพศชายถือกำเนิดขึ้น ณ บ้านหนองหลวง เมืองชุมพร เด็กน้อยอันภายหลังมีนามว่า “สง” เจริญเติบโตขึ้นพร้อมกับเด็กเหล่าผองเพื่อนวัยเดียวกัน สนุกสนานตามวิถีชาวนาชาวไร่

แต่ชีวิตของท่านช่างอาภัพพ่อ ที่ด่วนจากไปตั้งแต่ท่านพอเริ่มจำความได้ หน้าพ่อเป็นอย่างไร ยังนึกไม่ค่อยจะออก ดีที่ยังมีผู้เป็นแม่เฝ้าอุ้มชูเลี้ยงดูตลอดมา สองชีวิตต่างช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงชีพ ด้วยว่ายังมีเรื่องสวนไร่นา ตลอดจนกระบือหลายตัวอยู่จึงไม่สู้แร้นแค้นนัก อีกทั้งพืชผักผลไม้และกุ้งหอยปูปลาก็ยังสมบูรณ์ชุกชุมอยู่ เก็บทำมาหากินในแต่ละมื้อก็พออิ่ม หรือหากนึกสนุกก็ชวนสมัครพรรคพวกชาวบ้านพากันลงห้วยลงหนองน้ำหรือพรุ พากันครอบสุ่มทอดแห วางอวน ก็ได้ปลาช่อนปลาดุก และ สัตว์น้ำอื่นๆ ไว้ตากแห้ง หมักเกลือเก็บไว้กินเป็นเดือนๆ เงินทองจับจ่ายบ้างก็เพียงเพื่อซื้อเสื้อผ้า และยารักษาโรคเท่านั้น

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

วิถีชีวิตของชาวชนบทก็เป็นแบบนี้ อยู่กันแบบเรียบง่ายทำพออยู่พอกิน ลำบากกายแต่สบายใจ หากไม่เกียจคร้านก็ไม่อดตาย จวบจนท่าน เจริญวัยเติบโตกลายเป็นหนุ่มน้อยวัย ๑๕ ปี ราวกับว่ามารดารอคอยเวลาเห็นลูกชายได้พึ่งพาช่วยเหลือตนเองได้บ้างแล้ว มารดาก็ได้เกิดล้มป่วยมีอาการทรุดหนักและเสียชีวิต จากท่านไปอีกคน ทิ้งไว้เพียงความเศร้าโศกเสียใจอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก เพราะเป็นกำพร้าพ่อตั้งแต่เด็กแล้ว ตั้งแต่จำความได้ก็มีมารดาเพียงคนเดียวที่คอยเคียงข้างเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรเรื่อยมา เปรียบเสมือนเสาหลักแห่งชีวิต อยู่ๆ ก็ขาดท่านไปเสียอีกคน ยิ่งทำให้เกิดความเคว้งคว้างหงอยเหงายิ่งนัก ตามประสาผู้ยังอ่อนต่อโลก

ฝ่ายน้าชายผู้เป็นน้องชายแท้ๆ ของมารดาท่าน เห็นว่าหลานตนกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นคึกคะนอง จริงอยู่ว่าพอที่จะเลี้ยงชีพดูแลตนเองได้ ทั้งมรดกไร่นาวัวควายก็พอเป็นทุน แต่ก็ยังอ่อนต่อโลก ประสบการณ์ยังน้อย ด้วยวัยเพียงแค่ ๑๕ ปีพอพ้นวัยเด็กได้ไม่นาน หากปล่อยให้อยู่แต่เพียงลำพังก็กลัวจะพานพบเพื่อนไม่ดีเข้า เดี๋ยวจะพากันออกนอกลู่นอกทาง ไม่ทำมาหากิน ทรัพย์สมบัติจะพลอยหายไปด้วย ทางที่ดีน่าที่จะมีผู้ควบคุมดูแล รอจนกว่าเติบใหญ่ทั้งสติปัญญาและร่างกายแล้วค่อยปล่อยให้ดำรงเองต่อไป คิดได้เช่นนั้นก็เอ่ยปากชวนหลานมาอยู่ร่วมชายคาด้วย

ข้างท่านเองก็รู้จักคิด เห็นรู้อยู่ด้วยปัญญาว่า อันตนเองนั้นยังเล็กนัก เรือกสวนไร่นา ตลอดจนควายหลายสิบตัวที่มีอยู่คงเกินกำลังที่จะบำรุงรักบาดูแลได้ไหว หากได้น้าชายช่วยเหลือก็คงจะดี อีกทั้งตัวน้าชายเองก็รักตนเองเหมือนลูกแท้ๆ ตนเองก็เห็นมาตั้งแต่เด็ก และที่ผ่านมาก็ได้ถ้าชายช่วยเหลือครอบครัวอยู่บ่อยๆ ที่ออกปากชวนตนเองไปอยู่ด้วยก็เพราะรักและสงสาร หาได้หวังในทรัพย์สมบัติทั้งหลายไม่

เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ตกปากรับคำชวนของน้าชาย แล้วขนข้าวขนของไปอยู่ร่วมครอบครัวกับน้าชายตั้งแต่นั้นมา

ท่านอาศัยอยู่กับน้าชาย ช่วยน้าชายทำสวนทำนา ต้อนควายกินหญ้าอยู่ ๑ ปี ก็คิดออกบวชเป็นสามเณรเพื่อเข้าศึกษาภาษาศาสตร์ต่างๆ ในวัด อีกทั้งใจหนึ่งนั้นยังคิดถึงบุพการีทีล่วงลับไปแล้ว อยู่เสมอว่าท่านทั้งสองสิ้นไปตนเองไม่เคยบวชหน้าศพให้เลยสักครั้ง เมื่อคราบิดาสิ้น ตนก็ยังเล็กนัก ครั้งคราวมารดาตนเอง ก็ติดกิจงานบุญไม่ได้บวชอีก จึงเข้าปรารภกับน้าชาย ฝ่ายผู้เป็นน้าก็คิดว่า หลานตนเองอยู่ในช่วงวัยรุ่นหนุ่ม หากได้เข้าวัดศึกษาหาความรู้ไว้บ้างก็จะดีกว่าปล่อยให้วิ่งเล่นอยู่อย่างนี้ ทั้งภาระการงานตนเองก็พอจะทำเองได้ จึงเอ่ยอนุญาต แล้วก็เป็นธุระจัดการให้หลานตนได้บรรพชาเป็นสามเณรเรียบร้อย ท่านได้เข้าพักพิงที่วัดควรหรือวัดทึงทั่ง ใกล้บ้านอันอยู่ในตำบลวิสัยใต้นั้นเอง

ท่าน เมื่อเข้าศึกษาอยู่ภายในร่มกาสาวพัสตร์ ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชาหาความรู้ต่างๆ จากพระอาจารย์อย่างอดทนขยันขันแข็ง ในช่วงแรกนั้นต้องปรับเปลี่ยนทั้งร่างกายและจิตใจ จากเด็กทั่วไปมาเป็นสามเณร ต้องถือปฏิบัติศีลทั้ง ๑๐ ข้ออย่างเคร่งครัด ต้องรู้จักวางตัวสงบเสงี่ยม

ท่าน ศึกษาหาความรู้และคำสอนต่างๆ ที่ประสิทธิ์ประสาทมอบมาทุกแขนงได้อย่างดีพร้อม ประกอบกับระยะหลังมา เริ่มรู้สึกคุ้นชินในกฎข้อปฏิบัติและมีความรู้สึก เย็น ปลอดโปร่งใจภายในร่มพระศาสนา จึงตัดสินใจว่าจะอยู่จนถึงวัยอุปสมบท ก็จะได้อุปสมบทต่อไปเลย แล้วหลังจากนั้นค่อยคิดเอาอีกที

แต่พอครบพรรษาปีที่สาม พระอาจารย์ที่สอนตำราแก่ท่าน อันมีศักดิ์เป็นลุงอยู่ด้วย มีกำหนดการที่จะเดินทางไปเมืองบางกอกหรือกรุงเทพมหานครเพื่อปฏิบัติกิจธุระบางประการ ท่านพอทราบข่าวก็อยากจะขอเดินทางไปด้วย เพราะตลอดมาเคยได้ยินแต่ชื่อและคำร่ำลือถึงความสวยงามของวัดวาอารามตลอดจนบ้านเรือน ผู้คนแต่งตัวสวยงาม จึงเข้าพบพระอาจารย์ ขอร้องให้พาตนไปด้วย ข้างพระอาจารย์พอทราบประสงค์ของสามเณรผู้เป็นลูกศิษย์ก็บอกลูกศิษย์ว่า จะพาไปด้วยก็คงไม่เดือดร้อนนักหรอก แต่กลัวว่าจะไปทำอะไรประดักประเดิดเป็นที่ไม่งามเข้า เพราะเป็นที่ต่างบ้านต่างเมือง สภาพแวดล้อมก็ต่างจากท้องถิ่นที่อยู่นี้มากนัก

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

ท่านได้ฟังพระอาจารย์ดังนั้น ก็คิดว่าจริงอยู่ดังที่พระอาจารย์ว่า อันตัวเราเป็นเพียงแค่สามเณรอยู่ในร่มพระพุทธศาสนาได้เพียงแค่ ๓ ปี สติตลอดจนสมาธิยังไม่มั่นคงพอ หากไปเห็นอะไรที่ทำให้เกิดกิเลสเข้าอาจเผลอปล่อยกริยาที่ไม่งามเข้าก็ได้ ตนน่าจะลาสิกขาเสียดีกว่า เพื่อจะได้ไม่อาบัติ ผิดศีลในร่มผ้าเหลืองให้เป็นที่แปดเปื้อนแก่พระพุทธศาสนาได้ อีกทั้งหากเป็นฆราวาสก็สามารถปรนนิบัติพระอาจารย์สะดวกกว่า ส่วนเรื่องอุปสมบทนั้น พออายุครบบวชค่อยคิดการอีกคราก็คงได้ ท่านคิดได้ตังนั้นก็เรียนต่อพระอาจารย์ถึงเรื่องลาสิกขา พระอาจารย์ได้ฟังแล้วก็คิดว่าศิษย์หลานตนนั้น “ร้อน” ซะแล้ว ถึงห้ามก็คงไร้ประโยชน์จึงอนุญาตให้สามเณรลาสิกขาได้ แล้วหลังจากนั้นก็พากันเดินทางเข้าเมืองหลวง

การเดินทางในสมัยนั้นนับว่าลำบากมากอยู่ เนื่องจากถนนหนทางค่อนข้างทุรกันดาร โดยเฉพาะทางบกนั้น เส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นทางเกวียนหรือทางด่านที่ชาวบ้านใช้สัญจรประจำ แต่ว่าทั้งสองข้างทางก็ยังรกทึบไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้อยู่เช่นเดิม ถ้าเป็นเส้นทางในหมู่บ้านก็ไม่เท่าไรเพราะใช้สัญจรกันอยู่เป็นประจำ ต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่ห่างไกลบ้านเรือนผู้คน มีผู้คนใช้สัญจรไปมาไม่ค่อยบ่อยนัก ซึ่งส่วนมากจะเป็นเส้นทางย่านชนบทใช้เป็นเส้นทางไปยังหมู่บ้านอื่นที่ห่างไกลออกไป เส้นทางแบบนี้จะค่อนข้างน่ากลัวมาก เพราะจะเป็นเส้นทางยาวๆ ไม่ค่อยมีผู้คนใช้ นานๆ เข้ามักจะรกทึบกลายสภาพเป็นป่าไปหมด พอมีผู้ใดผ่านมาครั้งหนึ่งๆ ก็ต้องออกแรงแผ้วถางไปด้วย อยู่เช่นนี้ นอกจากการเดินทางจะยากลำบากแล้ว อันตรายจากสัตว์ร้ายและโจรป่าก็เป็นอุปสรรคอยู่เช่นกัน

พาหนะที่พอหาได้ก็คงจะเป็นพวกวัวหรือไม่ก็ควายเทียมเกวียน ดีหน่อยก็เป็นม้า แต่ถ้าไม่มีอะไรเลยก็ต้องสองขาก้าวเอา

เมื่อทางบกค่อนข้างลำบากก็ต้องหาเส้นทางที่ดีกว่า และเส้นทางที่ว่าก็คือทางน้ำนั่นเอง โดยใช้เรือเป็นพาหนะ ดังนั้นกลุ่มชุมนุมชนหรือบ้านเมืองต่างๆ จึงมักจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำเสียเป็นส่วนมาก นับว่าเป็นความฉลาดหลักแหลมของผู้คนทุกยุคทุกสมัย แต่นั้นแหละ บ้านเมืองก็ไม่ได้มีแม่น้ำลำคลองติดต่อกันโดยตลอด เมื่อไม่มีคลองที่ไปได้ทุกที่ ก็หาทางแก้กันโดยใช้ทางทะเล ใช้เรือใหญ่แล่นเลียบอ่าวหรือตัดตรงไปตามแต่ความชำนาญ ทุ่นเวลาได้มากกว่าทางบกมากนัก เรือที่ว่าก็เป็นพวกเรือกำปั่นหรือเรือสำเภาที่สามารถบรรทุกสินค้าหรือผู้คนได้มากๆ ซึ่งผู้สัญจรส่วนใหญ่ก็เป็นพวกพ่อค้าที่ขนสินค้าของตนไปขายยังต่างถิ่น ใช้เวลาก็หลายวันอยู่ ต้องนอนบนเรือ กินบนเรือ ถ่ายบนเรือนั่นแหละ นับว่าท่านได้มองการไกล ข้อนี้นี่เองท่านถึงได้ลาสิกขาก่อนออกเดินทางนั่นเอง

ท่าน และพระอาจารย์หรือที่เขาเรียกว่า หลวงลุงนุช ใช้เวลาเดินทางโดยเรือสำเภาอยู่หลายวันก็ถึงกรุงเทพฯ

หลังจากเสร็จกิจธุระที่กรุงเทพแล้ว ทั้งสองลุงหลานอาจารย์ศิษย์ก็เดินทางกลับถิ่นเมืองชุมพร ท่านก็ใช้ชีวิตเป็นฆราวาสท่องเที่ยวตามประสาวัยหนุ่มอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วกลับมาดูแลทรัพย์สิน อันมีเรือกสวนไร่นาและควายหลายสิบตัวที่ฝากน้าชายช่วยดูแลไว้ พอได้กลับมาดูแลทรัพย์ของตนที่ห่างเหินไปนาน ด้วยอารมณ์แห่งคนหนุ่ม จึงคิดอยากใช้วิชาความรู้เข้าบำรุงรักษาทรัพย์สินที่มีให้เจริญงอกงาม แต่คิดว่า ด้วยตอนนี้ อายุของท่านครบบวช สามารถอุปสมบทได้แล้ว เราควรอุปสมบทเสียก่อนให้เรียบร้อยสักหนึ่งพรรษา แล้วค่อยลาสิกขาออกมาทำกิจการงานต่อไป คิดได้ดังนั้น ก็เข้าปรึกษาปรารภกับกับน้าชายเพื่อฝากฝังให้ดูแลทรัพย์สมบัติตนอีกครั้ง เพื่อตนจะได้อุปสมบทให้สมใจนึก

ครั้งนี้ท่าน ได้เข้าอุปสมบท ณ วัดโขยงนอก อำเภอสวี เดือน พฤษภาคม ปีระกา (พ.ศ.๒๔๕๒) โดยมีอายุครบ ๒๐ ปีพอดี ซึ่งมีพระครูธรรมลังกาวี หรือ
พระครูฮวบ
เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากเสร็จพิธีในเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ท่านได้พำนักอยู่ที่วัดควร (วัดทึงทั่ง) ในตำบลวิสัยใต้ ถิ่นกำเนิดของท่านนั่นเอง โดยที่ท่านได้ตั้งใจที่จะบวชเรียนเพียงแค่พรรษาเดียว แล้วจะลาสิกขาออกไปดูแลทรัพย์สินที่มีอยู่ และในคืนแรกที่บวชนั่นเอง ท่านได้นิมิตว่า
ตนเองได้นั่งบนแผ่นหนังผืนใหญ่ แล้วแผ่นหนังนี้ได้นำท่านลอยเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าวนเวียนไปทั่วทุกทิศถึงสามรอบแล้วก็นำท่านกลับมาที่เดิม

เช้าวันรุ่งขึ้นท่านได้เข้ากราบพระอาจารย์ฮวบผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วเล่านิมิตของท่านให้พระอาจารย์ฟัง พระอาจารย์ฮวบพอฟังแล้วก็ตรวจดูแล้วทำนายว่า

“ต่อไปภายหน้าชื่อเสียงและบารมีของคุณจะฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ นับว่าเป็นนิมิตที่ดี”

เมื่อพระอาจารย์ทำนายให้ฟังแล้ว ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจอะไรมากนัก กลับคิดว่าคงเป็นชื่อเสียงทางด้านการทำงานในด้านทางโลกเบื้องหน้ามากกว่า เพราะตั้งใจที่จะบวชเพียงพรรษาเดียวก็จะลาสิกขาไปประกอบอาชีพ

ในปีระกาครานั้น ได้เกิดโรคระบาดสัตว์อย่างร้ายแรงขึ้นในเมืองชุมพรและเมืองใกล้เคียงกัน วัว ควายของชาวบ้านทั้งหลายพากันล้มตายลงเป็นอันมาก มิสามารถรักษาได้ทัน ควายของท่านที่ฝากน้าชายดูแลไว้ล้มตายลงราวกับกับใบไม้ร่วงเช่นกัน โดยตัวสุดท้ายที่ตายเป็นควายตัวรุ่นๆ ตัวยังไม่ใหญ่นัก ได้มาล้มสิ้นลมหายใจตายอยู่ที่บันไดกุฏิท่าน เหตุการณ์นี้สร้างความเศร้าสลดสังเวชใจแก่ท่านมากเป็นอย่างยิ่ง เพราะควายทั้งหมด ประมาณ 80 ตัวนั้นนับว่าเป็นที่ผูกพันกับท่านมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ท่านเพียงได้แต่เอาสัจธรรมแห่งชีวิตเข้าปลอบใจ อันว่าชีวิตที่เกิดมาแล้วต้องมีวันแตกดับไป ไม่เว้นว่าสัตว์หรือคน ล้วนหนีไม่พ้น

หลังจากท่านได้อยู่ครบ ๑ พรรษา ก็เตรียมการที่จะลาสิกขาพร้อมกับเพื่อนพระอีกรูปหนึ่งชื่อ “สง” เหมือนกัน โดยเมื่อถึงกำหนดวันที่จะลาสิกขา ต่างก็กำหนดนัดกันว่าหากใครตื่นก่อนก็ให้รีบไปปลุกอีกคนด้วย เมื่อตกลงเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วก็เข้าจำวัด พอตอนใกล้รุ่งวันถัดมาอันเป็นกำหนดวันลาสิกขา ปรากฏว่าเพื่อนพระของท่านนั้นตื่นก่อน แล้วรีบไปทำพิธีลาสิกขาทันทีด้วยเกรงว่าจะสายไปไม่ทันกำหนดการ โดยลืมปลุกท่านตามที่สัญญากันไว้ พอเพื่อนพระผู้นั้นลาสิกขาเสร็จแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่าตนลืมปลุกเพื่อนเสียแล้ว ก็รีบวิ่งมาที่กุฏิเพื่อน เห็นประตูปิดอยู่ก็รีบเรียกปลุก ท่านหลับอยู่ด้วยเพราะจำวัดดึก พอได้ยินเสียงเพื่อนเรียกก็ตกใจตื่น รีบยกผ้าลาสิกขา พอเปิดประตูออกมาเห็นเพื่อนครองผ้าเป็นคฤหัสถ์อยู่แล้ว ก็บังเกิดความเสียใจ ถอยเข้ากุฏิ ปิดประตูดังปัง แล้วนั่งเสียใจและน้อยใจเพื่อนอยู่ในกุฏินั่นเอง

การลาสิกขานั้นไม่เหมือนการบวชหรือการบรรพชา ซึ่งการบวชนั้นไม่ต้องดูฤกษ์ดูยามขอเพียงให้มีองค์ประกอบทางพิธีกรรมครบก็สามารถบวชได้แล้ว แต่การลาสิกขานั้นต้องมีกำหนดวันที่แน่นอน ต้องดูฤกษ์ยามตามกำหนด ถ้าไม่ใช่วันที่กำหนดเหมาะสมก็ลาสิกขาไม่ได้ หากฝืนกฎไม่เชื่อพอลาสิกขาออกมามักเกิดเรื่องไม่ดีต่างๆ เกิดขึ้นแก่ผู้นั้นเสมอๆ ดังนั้นการลาสิกขาจะมีกำหนดวันที่เหมาะสมอยู่น้อยมาก หากพลาดวันและเวลาที่กำหนดดังกล่าวก็อาจต้องรอคอยไปอีกนานกว่าจะได้กำหนดวันและเวลาอันเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง พระภิกษุบางองค์บวชแล้วลาสิกขาไม่ได้ก็มีอยู่มาก

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่ ท่านจะบังเกิดความเสียใจและน้อยใจเพื่อนเป็นอันมากดังกล่าว หลังจากปิดประตูนั่งเสียใจอยู่ภายในกุฏิอยู่นานจนเลยเวลาเพล ท่านก็สงบอารมณ์ลงได้ แล้วนั่งทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ตนได้นิมิตตอนบวชได้คืนแรก และคำที่อุปัชฌาย์ได้พยากรณ์ไว้ ทั้งหวนระลึกถึงพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งควายอีก 80 ตัวที่ตายจากไปทั้งหมดเหล่านั้นอีก ดังกับว่าภาระที่ตนต้องรับผิดชอบนั้นหมดสิ้นไปแล้ว ส่วนที่สวนที่นานั้นก็เป็นเพียงอสังหาริมทรัพย์ มันอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว หาใช่ของเราไม่ส่วนน้าชายก็มีครอบครัวคอยช่วยเหลือดูแลกันเองอยู่ มิมีอะไรต้องเป็นห่วง ในที่สุดก็คิดได้ว่า อันตัวเราคงไม่มีความเป็นฆราวาสแล้ว ไม่มีภาระให้ต้องเป็นห่วงแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้าหาธรรมดีกว่า แต่หากอยากจะศึกษาให้ถึงแก่นแท้ คงศึกษาด้วยตนเองไม่ได้ คงต้องมีผู้รู้มาช่วยชี้แนะ แต่การหาผู้รู้จริงในด้านปฏิบัตินั้นหาได้ไม่ง่ายเลย

แล้วในที่สุดท่านก็ตัดสินใจที่จะไม่ลาสิกขา จะออกเดินทางเสาะแสวงหาครูอาจารย์เพื่อศึกษาและปฏิบัติทางพระกัมมัฏฐานต่อไป วันนั้นท่านไม่ได้ฉันอาหาร เพราะมานั่งเสียใจจนเลยเวลาเพล พอดีกับเครื่องสัมภาระที่จำเป็นใส่ย่ามเรียบร้อยแล้วก็เขียนหนังสือบอกลาพระอาจารย์ไว้บนกระดานชนวน แล้วสะพายบาตรถือย่ามเดินทางออกจากวัดในคืนนั้น ท่านเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาพระครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้มีความรู้ชั้นสูงในทางปฏิบัติกัมมัฏฐาน

การเดินทางนั้นค่อนข้างลำบาก พาหนะทุ่นแรงยังไม่ค่อยจะมี ล้วนใช้แรงช้าง ม้า วัว ควาย เป็นหลักทั้งสิ้นดังนั้นจึงต้องเดินด้วยเท้าก้าวด้วยขาตลอด ท่านเดินทางเลยเขตเมืองชุมพรออกไปไกล ผ่านพบผู้คนหรือชุมชนที่ก่อตั้งกันอยู่ก็เข้าซักถามผู้คนถึงที่ตั้งของวัดต่างๆ พอพบแล้วก็เข้าไปสนทนาธรรม พลางสำรวจดูวัตรปฏิบัติชอบน่าเลื่อมใสต่างๆ นานา แต่พอได้พบเจอแล้วพิจารณาดูกลับไม่เป็นดังที่กล่าว บางแห่งก็มีแต่ความวุ่นวายหาความสงบไม่ได้ บางแห่งบนกุฏิพระก็มีแต่ของเคี้ยวของฉันสะสมอยู่เต็มไปหมด ซึ่งไม่เป็นที่น่ากระทำของภิกษุ เป็นดังนี้เสียส่วนมาก จึงปลีกตัวออกเดินทางออกไปเรื่อยๆ จวบจนเข้าฤดูพรรษา ท่านก็ได้เลือกเอาวัดแห่งหนึ่งที่คิดว่าสงบพอ ขอเข้าอยู่จำพรรษาด้วย พอสิ้นพรรษาแล้วท่านก็กราบลาเจ้าอาวาสวัดนั้นออกเดินทางต่อไป จนไกลไปถึงช่องแคบข้ามขึ้นเกาะภูเก็ต

เมื่อขึ้นเกาะภูเก็ตแล้ว ก็ออกเดินทางธุดงค์ต่อไปเรื่อยๆ อันเกาะภูเก็ตนั้นเป็นเกาะที่มีประชาชนอาศัยอยู่มากพอสมควร ซึ่งส่วนมากก็ยึดอาชีพทำการประมง วางอวนริมอ่าว เป็นการหารายได้ ส่วนในเมืองก็เป็นพวกพ่อค้าแม่ขาย และอีกส่วนหนึ่งที่มีไม่น้อยก็คือ กรรมกรเหมืองแร่ ที่มีอยู่หลายแห่งในเกาะภูเก็ตก็ว่าได้ และด้วยว่าชาวภูเก็ตนิยมทำการประมงและเหมืองแร่เป็นหลัก การทำสวนไร่นา นั้นไม่ค่อยมี เหตุนี้จึงทำให้เกาะภูเก็ตยังอุดมไปด้วยป่าเขาที่สมบูรณ์อยู่มาก

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

ที่เกาะภูเก็ตนี่เองยังมีวัดที่มีชื่อเสียงเป็นศูนย์รวมจิตใจ ชาวพุทธของคนภูเก็ตอยู่วัดหนึ่งมีชื่อว่า “วัดโต๊ะแซ่” หรือชาวบ้านเรียก วัดโต๊ะแซะ ตามสำเนียงท้องถิ่น วัดโต๊ะแซ่นี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตพอสมควร ทั้งตั้งอยู่บนเนินเขา ทำให้วัดนี้มีความสงบร่มเย็นอยู่มากทีเดียว วัดนี้มีชื่อเสียงในด้านวัตรปฏิบัติ โดยภายในวัดมีการแบ่งการควบคุมดูแลเป็น 2 ส่วน ฝ่ายหนึ่งที่จะเป็นกลุ่มที่ศึกษาด้านปริยัติ มีอาจารย์พวง รองเจ้าอาวาสเป็นผู้ควบคุมดูแล ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งนั้นศึกษาด้านปฏิบัติ ซึ่งอยู่ห่างกันพอสมควร โดยมีหลวงพ่อทวดรอด เจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแล ถึงแม้วัดจะมีการแบ่งออกเป็นสองฝ่าย แต่เมื่อถึงเวลาต้องปฏิบัติกิจกรรมสังฆกรรมต่างๆ ก็มีความสามัคคีปฏิบัติร่วมกันเป็นอย่างดี

เมื่อธุดงค์ผ่านมาแล้ว ทราบความจากชาวบ้านว่ามีวัดโต๊ะแซ่ที่มีชื่อเสียงด้านปฏิบัติ ก็สอบถามเส้นทางจากชาวบ้านแล้วเดินทางสู่วัดนั้นทันที

พอมาถึงจุดทางแยกเข้าวัด อันมีศาลาริมทางตั้งไว้ให้ผู้สัญจรไปมาได้พักร้อนอยู่หลังหนึ่ง ก็มองเห็นสามเณรน้อยนั่งอยู่ในศาลานั้น ก็ดีไจเดินเข้าไปถาม

“เณร แถวนี้มีวัดอยู่บ้างหรือไม่”

สามเณรก็ตอบว่า “มี นี่ก็ออกมาคอยพระอยู่ ต้นบอกให้ออกมาคอย กลัวท่านจะเข้าวัดไม่ถูก ไปเถอะ ต้นคอยท่านอยู่”

สามเณรนำท่านตรงไปที่กุฏิของต้นที่ว่าอันเป็นเจ้าอาวาส ล้างเท้าเสร็จก็ก้าวขึ้นบันได แต่ยังไม่ทันพ้นขั้นสุดท้ายเสียงหนึ่งเอ่ยมาจากในกุฏิ

“เณร พระรูปนี้ตอนเป็นฆราวาสเป็นหมอเก่งมาก เณรขอต่อครูสิ”

การต่อครูก็คือ การทำพิธีขออนุญาตขอเล่าเรียนวิชาจากบรมครูผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยมีผู้สอนวิชาเป็นหมอผู้ยังมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นผู้สอนให้ โดยกระทำพิธีว่าจะใช้วิชาที่ได้รับมอบมาในทางที่ถูกต้อง ฯลฯ เข้าใจกันได้ง่าย ๆ ว่าคือ อาการขอฝากตัวอะไรทำนองนั้น ท่านได้ยินดังนั้นก็แปลกใจอีกว่ารู้ได้อย่างไรว่า ตัวเรานั้นได้เคยเรียนวิชาด้านหมอเส้น หมอกระดูก มาก่อน

เมื่อขึ้นไปบนกุฏิก็พบ ต้น หรือ หลวงพ่อทวดรอด ก็เข้ากราบ แล้วถอยออกมานั่งสำรวมอยู่พลางสังเกตในทีก็พบว่า หลวงพ่อรอดนั้นมีรูปร่างลักษณะสูงใหญ่ สีผิวเนื้อค่อนข้างขาว มีเส้นขนขึ้นดกทั้งตัว ทั้งยังสังเกตดูบริเวณภายในกุฏิก็พบว่า นอกจากเครื่องอัฐบริขารที่พึงมีแล้ว ก็ไม่ปรากฏสิ่งอื่นสะสม กองทิ้งไว้ให้เห็นเลย แสดงให้เห็นถึงความสมถะมักน้อยได้เป็นอย่างดี เห็นแล้วก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาภายในใจ จึงเอ่ยปากถามว่า

“มีเสนาสนะว่างบ้างหรือไม่ ท่าน”

“มี ให้สามเณรจัดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” พลางบอกไห้สามเณรนำอัฐบริขารท่านเก็บ

ท่านนั้นคิดว่าตนคงมาพบอาจารย์ที่เสาะหาแล้วก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาด้วยและตัววัดนี้ก็เหมาะแก่การปฏิบัติกัมมัฏฐานเพราะมีความสงบร่มเย็นดี จึงตกลงใจขอมอบตัวเป็นศิษย์ทันที

ท่านสังเกตดูอิริยาบถของหลวงพ่อทวดรอด ก็พอจะทราบได้ว่า ตัวหลวงพ่อนั้นมีอาการอาพาธรบกวนอยู่จึงเรียนถามอาการ และทราบว่าตัวท่านนั้นมีอาการอาพาธ ปวดเมื่อยเนื้อตัวมานานแล้ว แต่ไม่ถึงกับหนักนัก แต่ก็มีผลทำให้ฉันอาหารไม่ค่อยได้ ทำให้ซูบผอมลงไปพอสมควร ท่านก็ขออาสาทำการรักษาทันที ถึงแม้หลวงพ่อทวดรอดจะปฏิเสธ ด้วยความเห็นว่าเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยควรจะพักเสียก่อน แต่ท่านก็ไม่ยอม เข้าทำการบีบนวดรักษาตลอดทั้งคืน

ถึงแม้ตัวหลวงพ่อทวดรอด จะบอกว่า “เณรบีบมามากแล้วก็ไม่หาย ปล่อยตามสังขารเถอะ”

แต่ท่านหาฟังไม่ หลังจากเสร็จกิจสงฆ์ในทุกวันแล้ว ก็จะมาบีบนวดรักษาหลวงพ่อทุกคืน จนอาการอาพาธของหลวงพ่อทวดรอดทุเลาขึ้นเป็นลำดับ เริ่มฉันอาหารได้มากขึ้นและในที่สุดก็หายเป็นปกติ ฉันอาหารมื้อหนึ่งได้เกือบเต็มบาตร ร่างกายสมบูรณ์ขึ้นมาก

เมื่อเห็นอาการของหลวงพ่อทวดรอดหายเป็นปกติแล้ว ท่านเริ่มตั้งใจศึกษาพระธรรมปฏิบัติทั้งหลาย และฝึกปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอย่างจริงจัง

ท่านตั้งใจศึกษาพระกัมมัฏฐานอย่างตั้งอกตั้งใจจนได้รับคำชมเชยจากหลวงพ่อทวดรอดพระอาจารย์ว่า

“ท่าน ท่านมีความเพียรเป็นที่ตั้ง เหมาะสำหรับเรียนพระกัมมัฏฐาน”

โดยแรก ๆ ที่หลวงพ่อทวดรอดรับท่านเป็นศิษย์ ก็ได้กำหนดให้ท่านผู้เป็นลูกศิษย์ได้กระทำวัตร ๑๒ ข้อคือ

๑. อาคันตุกวัตร   วัตรของอาคันตุกะผู้เข้าไปสู่อาวาสอื่น

๒. อาวาสิกวัตร     วัตรของเจ้าอาวาสที่จะต้องปฏิบัติต่อพระอาคันตุกะ

๓. คมิกวัตร           วัตรของผู้เตรียมจะไปที่อื่น

๔. อนุโมทนาวัตร   วัตรทำการอนุโมทนาในโรงฉัน

๕. ภัตตัควัตร         วัตรในการทำภัตกิจคือการทำวัตรก่อนฉันจังหันหรือฉันจังหันแล้ว

๖. เสนาสนวัตร       วัตรที่ว่าด้วยการรักษาเสนาสนะ

๗. ชันตฆรวัตร       วัตรในโรงไฟ

๘. วัจกุฏีวัตร          วัตรในห้องน้ำห้องส้วม

๙. อุปัชฌายวัตร    วัตรปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์

๑๐.อาจาริยวัตร      วัตรของพระอุปัชฌาย์อาจารย์

๑๑.สัทธิวิหาริกวัตร วัตรของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่มีหน้าที่สงเคราะห์สัทธิวิหาริก

๑๒.อันเตวาสิกวัตร วัตรของอาจารย์ที่สงเคราะห์แก่อันเตวาสิก

เมื่อหลวงพอทวดรอดได้อบรมกฎวัตร ๑๒ ข้อให้แก่ท่านผู้เป็นศิษย์แล้ว ก็ได้เริ่มสอนให้ท่านเจริญบำเพ็ญภาวนา ให้กำหนดอารมณ์เป็นหนึ่ง น้อมระลึกคุณของพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ แล้วก็บริกรรมภาวนา เป็นลำดับ หลังจากนั่งเจริญภาวนาแล้วยังมีการเดินจงกรมอย่างสม่ำเสมออีกด้วย ท่านมีความวิริยะอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง เคร่งครัดและสม่ำเสมอทีเดียว

เช้าทำวัตรสวดมนต์ ออกบิณฑบาต กลับมาฉันจังหันในเวลาเพล แล้วพักผ่อนพอประมาณ ก็ไปปฏิบัติเจริญภาวนาต่อ

ท่านปฏิบัติเช่นนี้จนจิตและสมาธิกล้าแข็งขึ้นมากจนครบหนึ่งพรรษาที่ได้ฝึกปฏิบัติอยู่ ก็คิดว่า จิตและ สมาธิของตนเองแก่กล้าพอสมควร นี่ก็ออกพรรษาแล้ว อันตัวเราน่าจะลองปลีกวิเวกออกยังป่าช้า ภูเขาหรือถ้ำ ตามแบบปฏิบัติของผู้ฝึกกัมมัฏฐานดูบ้าง จึงไปขออนุญาตหลวงพ่อทวดรอด พระอาจารย์ แต่กลับไม่ได้รับอนุญาต ท่านจึงอยู่ปฏิบัติพระกับฐานอย่างเคร่งครัด ณ วัดโต๊ะแซ่ต่อไป

จนกระทั่งออกพรรษาที่สามที่ท่านได้ฝึกปฏิบัติพระกัมมัฏฐานอยู่ ณ วัดโต๊ะแซ่ ท่านปรารภกับตัวเองว่า

“ เราควรออกป่าหาวิเวกเพิ่มเติมเอาเองบ้าง อุบายต่าง ๆ เราก็พอเข้าใจ ควรอย่างยิ่งที่เราจะออกธุดงค์โดยลำพัง”

คิดได้ดังนั้นก็เข้าขออนุญาตต่อหลวงพ่อทวดรอดผู้เป็นอาจารย์อีกครั้ง หลังจากที่ผ่านมาเคยขออนุญาตธุดงค์มาแล้วกึง 2 ครั้งแต่ไม่ได้รับอนุญาต แต่ว่าหนนี้หลวงพ่อทวดรอดกลับอนุญาต โดยหลวงพ่อทวดรอดได้กล่าวแก่ท่านผู้เป็นลูกศิษย์ว่า

”ไปเถิด แล้วอย่ามา ฉันไม่ใช่อาจารย์ที่แท้ของคุณ อาจารย์ที่แท้จริงยังอีกคน รีบไปเถอะ แล้วจะพบที่ท่าข้าม”

พร้อมทั้งชี้บอกทางอันเป็นเส้นทางลัดแก่ศิษย์

“เมื่อลงเรือฝั่งโน้นแล้วให้เดินตัดตรงไปที่เขายอดสูง เมื่อไปถึงยอดเขาสูงจะมีผู้นำทางไปทางลัด”

เมื่อได้รับอนุญาตจากพระอาจารย์แล้วดีใจที่จะได้หาความวิเวกด้วยตนเอง แต่ก็ยังสงสัย ที่พระอาจารย์บอกว่า

“ยังมีอาจารย์ที่แท้อีกองค์หนึ่ง และไปแล้วอย่ามา”

หลังจากท่านเดินทางออกจากวัดโต๊ะแซ่ได้ไม่นาน หลวงพ่อทวดรอด เจ้าอาวาสวัดโต๊ะแซ่ก็อาพาธและมรณภาพในที่สุด

ครั้นเมื่อเดินทางออกจากเกาะภูเก็ตแล้ว ก็มุ่งตรงสู่ภูเขาที่ไปถึงเชิงเขาสูงลูกหนึ่งที่หมายตาไว้ ก็วางบริขารทั้งหลายลง จัดแจงเตรียมกางกลดเพื่อพักผ่อนและเตรียมทำกิจไหว้พระสวดมนต์กระทำภาวนาตามปกติ เพราะเป็นเวลาเย็นมากแล้ว

ท่านมองไปรอบๆ พลางคิดว่า ในป่าเขาแบบนี้หาได้มีบ้านเรือนผู้อื่นแล้วจะไปพบผู้นำทางที่พระอาจารย์ว่าไว้ที่ไหน แต่ถึงแม้จะสงสัยอยู่ในคำพูดของพระอาจารย์ ทว่าก็ยังบังเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาอยู่ว่า ถ้าพระอาจารย์บอกแล้ว อย่างไรก็คงจะพบได้แน่ๆ

เพียงชั่วคิดยังไม่ทันที่จะปักกลด ประสาทหูก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้ไหวยวบ ยวบ พอหันไปดูด้วยสติที่มั่นคง ก็พบว่าต้นเหตุที่ก่อเสียงขึ้น คือพญาช้างเชือกหนึ่งเป็นช้างพลายรูปร่างสง่างามใหญ่โต งาสีขาวสวยงามยาวโค้งเกือบเป็นวากำลังใช้งวงจับรูดใบไผ่และยอดไม้อ่อนใส่ปากเคี้ยวกินอยู่

ครั้นช้างรูปงามนั้นหันมาเห็นท่านยืนจ้องมองดูมันอยู่ มันก็แสดงอาการปรบหูอันใหญ่โตทั้งสองข้างนั้นขึ้นลงสามครั้ง แล้วชูงวง ชี้มาที่ท่านยืนอยู่ ผงกหัวขึ้นลงคล้ายแสดงอาการเคารพ แล้วหันไปสนใจ กับอาหารยอดไม้ใส่ปากเป็นอาหารต่อไป ท่านพิจารณาแล้วก็คิดว่า

“นี่คงเป็นผู้นำทางที่พระอาจารย์ว่าไว้ “

คืนนั้น ท่านบำเพ็ญภาวนาอยู่ในกลดไปจนรุ่งสว่าง โดยมีช้างเชือกนั้นเดินหาอาหารกินอยู่รอบ ๆ ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ไปในตัว

ครั้นพอรุ่งเช้าเก็บกลดเสร็จ ยังไม่ทันที่จะหาลูกผลไม้ฉันเป็นอาหาร ช้างป่ารูปงามนั้นก็เดินห่างออกไป ทำให้ท่านต้องรีบเก็บบริขารทั้งหมดแล้วรีบตามข้างรูปนั้นไปทันที ด้วยเกรงจะตามกันไม่ทัน จนทำให้พลัดหลงกันในที่สุด

ท่านเดินตามช้างป่าเชือกนั้นไปตลอด ไม่ว่าช้างจะไปทางไหนก็ต้องตามไปทางนั้น ขึ้นเขาลงเขาก็ต้องไป อาหารก็ไม่ได้ฉัน เพราะช้างผู้นำทางจะหยุดหาอาหารกิน ก็เป็นเวลาช่วงเย็นซึ่งก็เลยเวลาเพลสำหรับท่านไปแล้ว อาศัยว่าทำการภาวนาในขณะเดินตามช้างตลอดเวลา และการพักผ่อนทำภาวนาในช่วงกลางคืนที่ช้างพัก หยุดกินอาหาร จึงทำให้ท่านไม่บังเกิดอาการหิวอาหารหรืออ่อนเพลียแต่อย่างใด

จนล่วงเข้าบ่ายของวันที่สาม ขณะที่เดินอยู่บนเชิงเขา ท่านก็สังเกตเห็นหลังคาบ้านหลายหลัง อยู่เบื้องล่างลงไป ฝ่ายช้างผู้นำทางนั้น ก็หยุดแล้วหันหน้าไปทางหมู่บ้านแล้วแสดงอาการปรบใบหูขึ้นสามครั้งแล้วหันหลังเดินกลับย้อนทางเดิมที่เดินมา ทิ้งท่านยืนลังเลอยู่เบื้องหลังว่า จะเดินตามช้างต่อ หรือหยุดตาม หรือเดินลงไปยังเบื้องล่างดี

แต่จากการแสดงอาการของช้างเมื่อครู่ที่ผ่านมา ทั้งการย้อนกลับทางเดิมของช้างเชือกนั้น คล้ายกับว่า มันได้ปฏิบัติภารกิจของมันเรียบร้อยแล้ว ท่านกล่าวคำอาราธนาพรและขอบคุณช้างที่เดินห่างออกไปเป็นลำดับ แล้วหันมามองกำหนดทิศทางของหมู่บ้าน แล้วเดินลงไปยังหมู่บ้าน

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร ๒

วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

พอเข้าไปถึงหมู่บ้าน ก็เข้าไปสอบถามเส้นทางไปบ้านท่าข้าม (อ.พุนพิน สุราษฎร์ธานี ) ซึ่งก็ได้รับความสะดวกจากชาวบ้านเป็นอย่างดี มีผู้นำทางให้เป็นระยะ ๆ จนในที่สุดก็ถึงบ้านท่าข้าม จึงลงเรือล่องขึ้นไปฝั่งด้านเหนือของแม่น้ำตาปี เมื่อขึ้นฝั่งไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ไปพบชายผู้หนึ่งเดินแบกไม้สวนทางมา จึงเข้าไปถามเส้นทาง

“ แบกไม้ไปทำอะไรโยม ?”

“เอาไปทำเพิงให้พระเผื่อฝนมันตกจะได้ไม่เปียกพระคุณท่าน“

ตอนแรกตั้งใจจะทักทายเพื่อถามเส้นทางแต่พอได้ยินประโยคที่ชายแบกไม้ผู้นี้บอก ก็ทำให้ท่านเกิดความสนใจขึ้นมาทันที เพราะบริเวณบ้านท่าข้ามนี้ เป็นจุดสำคัญ ที่พระอาจารย์ได้บอกกล่าวไว้ จึงซักถามต่อ

“พระรุ่นไหนโยม ?“

“วัยกลางคนครับ “

“ห่มจีวรสีอย่างไรโยม?“ ถามต่อด้วยความสนใจอย่างยิ่ง

“สีกรักออกดำครับ“

“ผิวสีอย่างไรโยม?”

“ผิวค่อนข้างขาวพระคุณท่าน “

“ลักษณะอื่นละโยม ?”

“อยู่ค่อนข้างเล็ก ปากล่างเป็นมอดพระคุณท่าน “ (มอดที่ว่า เป็นภาษาท้องถิ่น คงจะหมายถึง แผลเป็นอะไรทำนองนั้น )

พอท่านฟังเช่นนั้นก็คิดว่าคงใช่พระรูปที่เรากำลังตามหาอยู่เป็นแน่ จึงขอให้ชายผู้นั้นนำทางไป

ครั้นเมื่อท่านพบกับพระรูปนั้น ก็บังเกิดความรู้สึก เลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาทันที จึงเข้าทักทายปราศรัยกัน จึงทราบว่า พระรูปนี้มีนามว่าเวียน หรือ หลวงพ่อทวดเวียน

หลังจากที่ได้สนทนาไต่ถามถึงการปฏิบัติธรรม ทั้งการปฏิบัติกรรมฐานอยู่พอสมควรแล้ว ท่านพิจารณา เห็นว่า ตนมีความสมควรที่จะมอบตัวเป็นศิษย์ เพื่อศึกษาธรรมต่อไป คิดแล้วจึงเข้ากราบหลวงพ่อทวดเวียน เพื่อขอมอบตัวเป็นศิษย์ ซึ่งหลวงพ่อทวดเวียนเองก็เต็มใจที่จะรับเป็นศิษย์

ท่านปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่กับหลวงพ่อทวดเวียนได้สามวัน หลวงพ่อทวดเวียน ก็บอกลูกศิษย์ว่า ตนขอตัวไปทำธุระ โดยกล่าวว่า

“น้องเจ้ารออยู่ทีนี่ก่อนจะไปธุระสักพัก “

แล้วก็เดินทางออกไปโดยไม่ได้บอกจุดหมายปลายทางที่จะไปให้ลูกศิษย์ได้รู้ ท่านก็ไม่ได้ถาม ด้วยเห็นว่า เป็นการไม่เหมาะสม และคิดว่าตัวหลวงพ่อคงไปไม่นาน

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

แต่ปรากฏว่า หนึ่งเดือนผ่านไปหลวงพ่อทวดเวียนก็ยังไม่กลับมาตามที่บอกกล่าวไว้ ท่านได้พิจารณาแล้วเห็นว่า พระอาจารย์ตนคงจะไม่มาเป็นแน่แล้ว ควรที่เราจะตามหาเองดีกว่าหากมีบุญวาสนาเป็นศิษย์อาจารย์กันจริงคงได้ประสบพบกันอีก แล้วท่านก็เดินทางจากบ้านท่าข้าม เพื่อธุดงค์ตามหาพระอาจารย์ต่อไป

ท่านก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาพระอาจารย์ได้ที่ไหน จึงกำหนดทิศว่าจะขึ้นไปทางทิศเหนือ เรื่อย ๆ ไปก่อน ท่านธุดงค์ขึ้นมาทางเมืองชุมพร จากนั้นก็ขึ้นไปทางประจวบคีรีขันธ์ ด้วยตั้งใจว่าไหน ๆ ก็ออกธุดงค์แล้ว น่าจะขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ภาคกลางสักครั้ง

การเดินทางของท่านนั้นค่อนข้างลำบากมาก ต้องเดินด้วยเท้าตลอด บางแห่งผ่านถนน บางแห่งต้องตัดผ่านป่าเขาทุรกันดาร ต้องเดินเป็นวัน ๆ กว่าจะข้ามเขาได้สักลูกหนึ่ง บางแห่งเป็นหุบเหวตัดขวางทาง ก็ไม่สามารถข้ามได้ก็ต้องเดินย้อนกลับไปตั้งหลักหาเส้นทาง เดินอ้อมกันใหม่ วกไปวนมาอยู่เช่นนี้ บางครั้งก็ได้พบกับฝูงสัตว์ป่า ทั้งที่ดุร้ายและไม่ดุร้ายทั้งหลาย ก็ต้องยอมหลบทางให้พวกเขาผ่านไปโดยสะดวก ไม่ไปขวางทางเดินของสัตว์เหล่านั้น บางแห่งเป็นป่ารกทึบ ต้องแหวกกิ่งไม้ใบหญ้าเป็นช่องทางพอผ่านได้

อันตรายจากสัตว์ป่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว สำหรับผู้ที่เดินอยู่กลางป่าเขา โดยปราศจากอาวุธป้องกันตัวทั้งหลาย ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ก็ต้องมีปืนผาหน้าไม้เป็นอาวุธ ช่วยอุ่นใจได้ แต่สำหรับภิกษุบรรพชิต ผู้ทรงศีลแล้ว จะมีอาวุธเหล่านั้นไว้กับกายได้อย่างไร หากแต่อาวุธของบรรพชิตก็คือธรรมะและเมตตาธรรม ที่อุทิศให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น ต่างกันเพียงแต่อาวุธของพราน ทำให้ผู้ได้รับเป็นทุกข์ แต่อาวุธของบรรพชิตเป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวและทำให้ผู้ได้รับเป็นสุข

ท่านก็เช่นกันเดินธุดงค์กลางป่าเขาโดยสองขาและบริขารที่จำเป็นสำหรับสงฆ์เท่านั้น แต่มีจิตใจที่เปี่ยมด้วยธรรมะและศรัทธาที่มุ่งมั่น และท่านมีหลักธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เป็นปกติสุขอยู่หลายข้อในการธุดงค์ในป่าเขานี้ อันได้แก่ สัจจะ คือความตั้งใจที่ท่านได้ปฏิญาณไว้ว่า เราประสงค์เพียงธรรมะ เราจะไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยกันเป็นอันขาด เราจะมีศีลแห่งพระสงฆ์ทั้ง ๒๒๗ ข้อ เป็นเครื่องปฏิบัติอาศัย

นอกจากนี้ท่านยังสมาทานธุดงค์ทั้ง ๑๓ ข้อที่ปฏิบัติอยู่เป็นวัตร ตลอดการธุดงค์ โดยเลือกปฏิบัติในข้อที่เห็นว่าเหมาะสมกับภาวการณ์ที่เป็นอยู่ แต่ก็มิได้ละเมิดข้ออื่นแต่อย่างใด

อันศีลสมาทาน ธุดงค์ ทั้ง ๑๓ ข้อ นั้นคือศีลที่ใช้ปฏิบัติการของภิกษุเวลาออกธุดงค์เลือกปฏิบัติ ตามสภาพแวดล้อม และความเหมาะสม

ศีลสมาทานธุดงค์ มี ๑๓ ข้อ ดังนี้

๑. ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร “คหปติจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, ปํสุกูลิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางด คหบดีจีวรเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือซึ่งผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

๒. ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร “จตุตฺถจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ, เตจีวริกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า
เรางดจีวรผืนที่สี่เสีย สมาทานองค์ของผู้ถือซึ่งไตรจีวรเป็นวัตร

๓. ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร “อติเรกลาภํ ปฏิกฺขิปามิ, ปิณฺฑปาติกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดอติเรกลาภเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร

๔. ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร “โลลุปฺปจารํ ปฏิกฺขิปามิ, สปทานจาริกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดการเที่ยวโลเลเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามแถวเป็นวัตร

๕. ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร “นานาสนโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ, เอกาสนิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดฉันต่างอาสนะเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือนั่งฉันอาสนะเดียวเป็นวัตร

๖. ถือฉันเฉพาะในบาตรเดียวเป็นวัตร “ทุติยภาชนํ ปฏิกฺขิปามิ, ปตฺตปิณฺฑิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดภาชนะที่สองเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร

๗. ถือห้ามภัต อันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร “อติริตฺตโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ, ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า
เรางดโภชนะอันเหลือเฟือเสีย สมาทานองค์แห่งผู้ห้ามภัตอันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร

๘. ถืออยู่ป่าเป็นวัตร “คามนฺตเสนาสนํ ปฏิกฺขิปามิ, อารญฺญิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดเสนาสนะชายบ้านเสีย สมาทานองค์แห่งผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

๙. ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร “ฉนฺนํ ปฏิกฺขิปามิ, รุกฺขมูลิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดที่มุงที่บังเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร

๑๐. ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร “ฉนฺนญฺจ รุกฺขมูลญฺจ ปฏิกฺขิปามิ, อพฺโภกาสิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดที่มุงที่บังและโคนไม้เสีย สมาทานองค์ของผู้ถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร

๑๑. ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร “อสุสานํ ปฏิกฺขิปามิ, โสสานิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดที่มิใช้ป่าช้าเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร

๑๒. ถือการอยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไรเป็นวัตร “เสนาสนโลลุปฺปํ ปฏิกฺขิปามิ, ยถาสนฺถติกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดความโลเลในเสนาสนะเสีย สมาทานองค์ของผู้อยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้อย่างไร

๑๓. ถือการนั่งเป็นวัตร “เสยฺยํ ปฏิกฺขิปามิ, เนสชฺชิกงฺคํ สมาทิยามิ” แปลว่า เรางดการนอนเสีย สมาทานองค์ของผู้ถือการนั่งเป็นวัตร

นอกจากศีลธุดงค์ทั้ง ๑๓ ข้อ ที่ได้ปฏิบัติใช้อยู่ตามสภาพความเหมาะสมแล้ว พรหมวิหาร 4 คือสิ่งที่ท่านปฏิบัติยึดถืออยู่เสมอ เช่น

เมตตา ให้ความสนิทสนมรักใคร่แผ่ปรารถนาอันดีโดยผลแห่งธรรมสู่สัตว์และมนุษย์ด้วยกัน

กรุณา รู้จักเอ็นดู มีใจสงสารสรรพสัตว์และมนุษย์ ที่ได้รับทุกขเวทนา รู้จักมีใจปรารถนา หาทางช่วยเหลืออยู่เป็นนิจ

มุทิตา เมื่อรู้จักคิดและกระทำการช่วยเหลือ แล้วนั้น ครั้นสำเร็จผลเป็นที่น่ายินดี ก็จงยินดีต่อเขา และตัวเราผู้ประกอบกรรมและสิ่งดี

อุเบกขา หากสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ส่งผลดีขึ้น สูญเปล่าไร้ค่าไป วิบัติมลายไปแล้ว ก็จงทำใจวางเฉยเป็นกลาง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ทำใจภายในให้ว่าง ตั้งอยู่ใน สมถกัมมัฏฐานหากใจละวิตกและความปีติสุขเสียได้ ใจเราก็จะตั้งอยู่ในความเป็นหนึ่ง คืออุเบกขา ความวางเฉยต่ออารมณ์ทั้งปวง

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร

การเดินทางธุดงค์อยู่ในป่านั้นเป็นสิ่งที่ทรมานกายทั้งทรมานใจ ต้องผจญทั้งความลำบากต่าง ๆ นานา ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยเท้าเปล่า ๆ เพียงคู่เดียวที่ติดตัวมา ก้าวย่ำลงบนกิ่งหนาม ดินโคลนเฉอะแฉะ บ้างก็เป็นหินกรวดขรุขระแหลมคม สร้างบาดแผลให้แก่เนื้อหนังที่ปราศจากเครื่องห่อหุ้มป้องกันรับรองเป็นยิ่งนัก เดินในป่าเขาไม่มีบ้านเรือน ไม่มีผู้คน ภัตตาหารที่น่าฉัน ให้พลังงานแก่ร่างกายก็ย่อมไม่มี สิ่งที่พอจะหาได้คือ ลูกไม้ ผลไม้ หากประสบพบเข้าก็ขอบิณฑบาตจากเจ้าของผู้เฝ้ารักษา แต่หากไม่พบเจ้าของก็ต้องอาศัยน้ำก้นลำธารเล็ก ๆ เป็นเครื่องช่วยดับกระหายได้บ้าง รวมทั้งอาศัยจิตภาวนาที่สงบเข้าช่วยระงับกิเลสที่เกิดขึ้น ตามสภาวะความต้องการของร่างกายดำรงคงอยู่ได้แม้ขาดภัตตาหารต่าง ๆ

การเดินทางธุดงค์ในป่านั้นนอกจากเหน็ดเหนื่อยกายแล้ว จากอุปสรรคภายนอกไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้ายและเส้นทางเดินที่อันตรายแล้ว ความทรมานจากภายในจิตใจก็มีมากมายเช่นกัน

อันว่าความทรมานเป็นผลพวงมาจากความทรมานภายนอกทางกาย ท่านเองต้องผจญกับความเหี้ยมเกรียมดุร้ายจากสิ่งต่าง ๆ สู่จิตใจเป็นอันมาก ความหิว ความเหนื่อย ความเงียบ ความน่ากลัวของอาถรรพ์ป่าต่าง ๆ

แรกเริ่มสมัยที่ท่านออกเดินทางจากวัด เพื่อควานหาพระอาจารย์เป็นครั้งแรกนั้น ท่านต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ เหล่านี้มากมาย กว่าจะได้พบพระอาจารย์ที่ภูเก็ต แต่หลังที่ผจญภัยกับสิ่งเหล่านี้มามากมาย และได้รับคำสอนปฏิบัติจากพระอาจารย์มาพอสมควร ตอนนี้ตัวท่านสามารถระงับจิตให้วางเฉย ละจากความทรมานทั้งหลายที่ประดังเข้ามาหลายทางอันได้แก่ ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

เพราะการเดินทางอยู่ในป่าเขา บางครั้งจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก่อให้เกิด อุปาทาน ในช่วงร่างกายต้องการอาหาร อุปาทานก็จะได้สัมผัสกลิ่นอาหาร เลิศรสต่างๆ ทำให้ผู้นั้นได้หลงกลตกลงไปตามกลิ่น อุปทานนั้นอันก่อเกิดกิเลสทั้งที่ไม่มีจริง สรรพเสียงต่าง า ก็คอยส่งเสียงรบกวนให้เกิดความเป็นกังวล ขาดสมาธิ เสียงสัตว์ดุร้ายต่าง ๆ ที่คอยขู่กระตุ้นให้เกิดความขลาดกลัวขาดสมาธิอยู่ตลอด ต้องมีใจตั้งมั่น ไม่วอกแวก กระทำภาวนาให้จิตตั้งอยู่ วางอยู่ ในความสงบ ก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ในช่วงที่ธุดงค์ขึ้นมาถึงเมืองประจวบคีรีขันธ์นี่เอง เมื่อเลยบ้านทับสะแกขึ้นมาได้ไม่มาก ได้มีเด็กชายผู้หนึ่งเดินตามท่านไปเรื่อย จนท่านแปลกใจต้องหันมาถามว่า “เดินตามทำไม จะไปที่ไหนรึ”

ข้างตัวเด็กหนุ่มนั้นก็ตอบว่า” ถ้ากระผมอยากไปด้วยกับท่าน ขอกระผมไปด้วยนะครับ “

แล้วก็อาสาสะพายบาตรให้ ท่านก็มิได้กล่าวอะไร ว่าแล้วส่งบาตรให้เด็กหนุ่มผู้นั้นสะพายแทน แล้วก็ออกเดิน ต่อไป โดยมีเด็กหนุ่มผู้นั้นสะพายบาตรเดินตามไป

เด็กหนุ่มผู้นั้นเดินตามหลังท่านอยู่เป็นเวลานานพอสมควร แต่ครั้นพอถึงทางสามแพร่งนั้นไปพอสมควรแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงก้าวตามหลังมา ก็หันไปดู ก็พบว่าเด็กหนุ่มผู้อาสาสะพายบาตรแทนตนนั้นหายไปซะแล้ว พร้อมกับบาตรของตน แต่ด้วยอารมณ์แห่งจิตที่ละวางแล้วซึ่งอารมณ์ต่าง ๆ ก็เฉยเสีย ไม่ได้คิดจะตามหาเพื่อนำบาตรกลับคืนมาแต่อย่างใด ยังคงธุดงค์เดินข้างหน้าต่อไป

ได้พักใหญ่ก็เข้าเขตหมู่บ้าน พอชาวบ้านเห็นพระธุดงค์มาก็เข้านิมนต์ให้หยุดพักก่อน แต่ก็ต้องพากันแปลกใจที่พระธุดงค์รูปนี้ไม่มีบาตรติดกายมาด้วย ก็ถามท่าน

“ ไหนบาตรของท่านละพระคุณเจ้า“

ท่านก็ได้แต่บอกไปตามความจริงว่า

“ไม่รู้เด็กอะไรเดินตามมา ขอสะพายบาตรให้ พอถึงทางสามแพร่งตรงโน้น ก็วิ่งหายไป มันคงคิดว่าในบาตรมีของมีค่ากระมัง “

ฝ่ายชาวบ้านพอทราบดังนั้นก็รีบชวนกันไปตามดู เพราะจากทางสามแพร่งที่ว่ากับหมู่บ้านนั้นไม่ไกลเท่าใดเลย

ครั้นพอไปถึงทางสามแพร่ง ก็พบรอยเท้าบนพื้นดินมีทิศทางมุ่งไปที่หนองน้ำที่ห่างออกไป ครั้นพอชาวบ้านไปถึงหนองน้ำ ก็พบเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอุ้มบาตรพระเดินวนไปวนมาอยู่ริมสระน้ำนั้น เป็นอาการเหมือนกับว่าหาทิศทางที่จะก้าวเดินต่อไปไม่ได้

ชาวบ้านชายผู้หนึ่งได้ร้องเรียกขึ้น

“เฮ้ยมึงจะเอาบาตรพระไปไหน ?“

พอสิ้นเสียงตะโกนถามของชาวบ้านผู้นั้น เด็กหนุ่มมีอาการตกใจคล้ายตื่นจากภวังค์ รีบวางบาตรลงบนโคลนริมหนองน้ำ แล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในป่าละเมาะข้าง ๆ

ฝ่ายชาวบ้านเห็นว่าเด็กหนุ่มนั้นทิ้งบาตรพระไว้แล้วจึงไม่คิดที่จะตามจับตัว จึงนำเอาบาตรพระซึ่งเปื้อนด้วยดินโคลนเลอะเทอะนั้นมาถวายคืนท่านผู้เป็นเจ้าของบาตร

หลังจากได้พักและแสดงธรรมให้เหล่าชาวบ้านแล้ว ท่านก็ออกเดินทางธุดงค์ต่อไปจนเข้าเขตบ้านบางสะพาน ก็หยุดพักอีกครั้ง โดยเลือกเอาบริเวณซุ้มกอไผ่หลายกอเป็นที่กางกลด

ตกกลางคืน ในขณะที่ท่านนั่งสมาธิเจริญภาวนาอยู่นั้น ประสาทหูก็ได้ยินเสียงเหมือนมีสิ่งมีชีวิตที่มีเท้าวิ่งเตลิดห่างออกไปจากบริเวณที่กางกลด แต่ก็มิได้สนใจที่จะออกไปดู จวบจนรุ่งเช้าก็ออกบิณฑบาตได้ภัตตาหารที่ชาวบ้านถวายพอสมควร

ขณะที่กลับมาฉันภัตตาหารที่กลดนั้น ได้มีสองตายายคู่หนึ่งนำภัตตาหารมาถวายถึงที่ปักกลดแล้วก็พูดว่า

“ท่านนี้คงมิให้พระธรรมดาแน่ ๆ เพราะเมื่อคืนนี้มีอ้ายพวกไม่ดีลอบเข้ามาคิดจะลองพระ พอมันเข้ามาใกล้ก็เห็นผีใหญ่ตาเท่ากระด้งโผล่ขึ้นมาจากหลังกลดของท่าน มันตกใจวิ่งหนีไปทั้งสองคน โดนหนามไผ่เกี่ยวเสื้อผ้าเนื้อหนังขาดวิ่นร้องครวญครางกันอยู่ เพ้อว่ามีแต่ผีใหญ่ “

ท่านฉันอาหารไปพร้อมกับฟังสองตายายพูด ก็ทราบทันทีว่า เสียงวิ่งเตลิดเมื่อคืนนั้นเป็นชาวบ้านผู้คิดลองของพระ และด้วยความเมตตาสงสารหลังจากฉันอาหารและให้ศีลให้พรสองตายายแล้ว ท่านก็ขอฝากน้ำล้างบาตรไปกับสองตายาย โดยบอกว่าให้เอาไปให้สองคนนั้นดื่มและชุบศีรษะแล้วอาการนั้นจะหายไปเอง

ต่อจากนั้นท่านก็ออกธุดงค์ต่อไป จนเข้าเขตเมืองเพชรบุรี ที่บ้านหนองไม้เหลืองนี้ยังมีกลุ่มโจรอยู่กลุ่มหนึ่งที่ซุ่มคอยดักปล้นชิงเอาทรัพย์สินเงินทองจากผู้สัญจรผ่านไปมา โดยเฉพาะผู้คนต่างถิ่นที่มิค่อยจะทราบกิตติศัพท์ของพวกโจรกลุ่มนี้

อันกลุ่มโจรกลุ่มนี้มักใช้วิธีการดักปล้นผู้คนด้วยวิธีการที่ค่อนข้างเหี้ยมโหดยิ่งนัก คือ การทำกับดักหลุมพรางต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำหนามขวาก

อันว่าเส้นทางสัญจรเมื่อก่อนนั้น หากอยู่ในเขตป่าห่างไกลบ้านเมือง โดยมากก็มักจะเป็นทางด่านเล็ก ๆ พอเดินได้เท่านั้น ริมทางก็เป็นป่าขึ้นรก พวกกลุ่มโจรเหล่านี้ก็จะทำการขุดหลุมวางกับดักไว้ หาเศษไม้มาพรางตาไว้เป็นที่ แนบเนียนยากแก่การสังเกต เมื่อมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาในเส้นทางนั้นและเมื่อก้าวเข้าโดนหลุมพรางกับดักนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ชีวิต พวกโจรป่าเหล่านี้ก็จะเข้าชิงเอาทรัพย์สินเงินทองจากผู้เคราะห์ร้ายทันที โดยวิธีดังกล่าวถือเป็นการตัดกำลังของผู้เคราะห์ร้ายหรือเหยื่อไปในตัว ถือเป็นความโหดเหี้ยมยิ่งนัก

เหตุที่พวกโจรป่าเหล่านี้สามารถก่อกรรมทำทารุณอยู่เรื่อยมาก็เพราะว่าอยู่ห่างไกลบ้านเมืองความเจริญ รอดพ้นจากหูตาของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและเหยื่อหรือผู้เคราะห์ร้ายที่ผ่านมาโดยมากมักจะไม่รอดชีวิตออกไปรายงานต่อโลกภายนอก ทำให้พวกโจรเหล่านี้ยังก่อกรรมได้เรื่อยมา

คราวที่ท่านธุดงค์ผ่านมาคราวนี้ก็เช่นกันได้มีโจรผู้หนึ่งพบเห็นเขาพอดี ฝ่ายเจ้าโจรป่านั้น เมื่อเห็นว่ามีพระธุดงค์ผ่านมา ก็คิดว่าอันพระรูปนี้คงจะมีทรัพย์ปัจจัยหรือวัตถุมงคลของมีค่าติดกายมาด้วยเป็นแน่ จึงคิดหมายเข้าปล้นชิง แต่ติดด้วยว่าตัวนายโจรนั้นมาเพียงผู้เดียวไม่มีเพื่อนกลุ่มโจรด้วยกันมาด้วย ครั้นจะทำการปล้นชิงแต่เพียงผู้เดียวก็ไม่ค่อยเข้าท่าอยู่ เหตุเพราะรูปร่างของพระธุดงค์รูปนี้ค่อนข่างสูงใหญ่กำยำอยู่ หากเกิดขัดขืนต่อสู้ตนอาจเหนื่อยแรงอยู่ ครั้นจะวิ่งไปตามเพื่อน ๆ ชาวโจรด้วยกันก็ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร กลัวว่าเหยื่อที่หมายตาอันเป็นพระรูปนี้จะก้าวเดินหายไปเสียก่อน

ในที่สุดนายโจรก็คิดใช้แผนเดิม คือทำกับดักพรางไว้อย่างเช่นเคย ทำเพื่อเป็นการตัดกำลังเหยื่อ คิดแล้วจึงอ้อมไปดักทางเบื้องหน้าที่ท่านกำลังเดินไป วิธีทำกับดักของนายโจรผู้นี้คือ นำมีดและดาบที่นำติดตัวมารวมสี่เล่ม วางลงพื้นดินที่ปนทราย โดยหงายนำเอาด้านคมขึ้น และกะให้ระยะห่างแต่ละเล่มได้ขนาดหนึ่งก้าวย่างพอดีแล้วนำใบไม้แห้งพรางตาไว้บาง ๆ หลังจากทำกับดักที่ทำขึ้นง่าย ๆ นั้นเรียบร้อยแล้ว ก็ไปหลบซุ่มอยู่ในร่มไม้ข้างทาง คุมเชิงอยู่

ฝ่ายท่านที่เดินมาตามทางด่านแคบ ๆ นั้น เมื่อมาถึงกับดักที่นายโจรทำไว้ก็ก้าวเหยียบลงบนคมมีดดาบที่นายโจรทำไว้ตามคาด แต่กลับไม่ปรากฏอาการบาดเจ็บใด ๆ เลยซ้ำยังก้าวย่ำผ่านไปเหมือนกับไม่ทราบว่าตนเองได้เหยียบย่ำลงบนคมดาบคม ๆ เหล่านั้น

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความประหลาดใจระคนกับความโมโหให้แก่นายโจรผู้นั้นเป็นอย่างยิ่งที่แผนการตนไม่สำเร็จจึงกระโดดออกจากที่ซ่อนตัวไปคว้าดาบแล้วปรี่เข้าหาท่านหลายจะสังหารให้จงได้

แต่ปรากฏว่าเงื้อดาบจะฟันท่าน นายโจรกลับมีอาการเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ท่านนั้นก็หันมาเห็นก็ไม่ได้กล่าวอะไรก้าวเดินไปข้างหน้าต่อ ข้างนายโจรพอท่านหันหลังให้ก็กลับลุกขึ้นได้จึงตรงเข้าไปหมายจะฟันอีก แต่ก็เป็นต้องทรุดลงนั่งกับพื้นอีกครั้ง เช่นกัน เป็นเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนในที่สุดนายโจรนั้นต้องทิ้งดาบแล้ววิ่งไปดักข้างหน้าพร้อมกับถามว่า

“ท่านมีอะไรดีถึงผ่านคมดาบคมหอกมาได้ ?”

ท่านก็ตอบว่า “ดีที่ใจ“

นายโจรก็ถามต่อว่า “ทำไมดาบถึงไม่บาดเท้าท่าน ?“

ท่านก็ตอบ “เพราะดาบมันไม่ทำให้พระต้องลำบาก“

ข้างนายโจรนั้นเชื่อว่าท่านคงมีของขลังแน่ “ท่านต้องมีพระดีมีเครื่องรางของขลังดีแน่ “

ท่านตอบว่า “พระภายนอกฉันไม่มี มีแต่พระที่ใจเท่านั้น “

นายโจรนั้นยังสงสัย “พระที่ใจเป็นอย่างไร ?”

ท่านก็บอก “เมื่อใจถึงพระ พระก็อยู่ที่ใจ“

คราวนี้ท่านเป็นฝ่ายถามบ้าง “ทำไมถึงคิดปล้นพระ ?”

นายโจรป่าที่บัดนี้นั่งสงบอยู่ตอบว่า”ก่อนหน้านี้เคยจับตัวพระได้ค้นดูในบาตรพบทองคำเต็มบาตร คราวนี้ก็คงจะนึกว่ามีบ้างเหมือนกัน “

ท่านจึงเอาย่ามและบาตรให้นายโจรดูว่ามีเพียงเครื่องอัฐบริขารของภิกษุเท่านั้นหาได้มีของมีค่าใด ๆ ไม่

นายโจรป่าผู้นั้นก็เกิดความเลื่อมใสขึ้นมาจึงนิมนต์ขอให้ไปพักที่หมู่บ้านอันเป็นชุมโจรที่ตนสังกัดอยู่เพื่อได้เทศนาสั่งสอนธรรมะและพวกตนจะได้ทำบุญด้วย

กุฏิของหลวงปู่สงฆ์

พอถึงหมู่บ้าน โจรป่าผู้นั้นก็พาไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่โจรทั้งหลายด้วยเช่นกัน แต่ปรากฏว่าตัวหัวหน้าหมู่บ้านนั้น พอเห็นลูกน้องตนพาพระภิกษุมาก็ดีใจ คิดว่าลูกน้องตนคงลวงมาเพื่อปล้นชิง

พอท่านขึ้นไปบนบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านนั้นก็ตรงเข้ากระชากย่ามและบาตรของท่านทันที แต่ก็ไม่สามารถจะชิงเอาย่ามและบาตรจากท่านดังที่ต้องการได้ ยังถูกท่านที่มีร่างกายสูงใหญ่กว่าจับโยนลงจากบ้านตกลงไปในกอพุ่มไม้หนามของบ้านนั้นอีกด้วย จนหัวหน้าหมู่บ้านนั้นร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดและไม่สามารถออกจากพุ่มไม้หนามนั้นได้ แม้ว่าพวกลูกน้องทั้งหลายจะช่วยกันเพียงใดก็ตาม

สาเหตุที่พวกโจรคิดปล้นพระคงเป็นเพราะว่าหากมีผู้คนมีความจำเป็นต้องเดินทางไปทำธุรกิจต่างถิ่นอาจพกพาของมีค่าเงินทองเพื่อนำไปมอบให้ผู้ที่อยู่จุดหมายปลายทาง และเส้นทางที่ใช้สัญจรนั้นมีความเสี่ยงต่อการถูกปล้นจี้ได้ ดังนั้นจึงมีผู้มีหัวสมองใสปลอมตัวเป็นพระเป็นเจ้าเอาทรัพย์สินเงินทองพกซ่อนไว้ในบาตรหรือย่าม หวังตบตาเหล่าโจรมิจฉาชีพทั้งหลาย ด้วยหวังว่าพวกโจรคงไม่คิดจับปล้นพระเป็นแน่ ซึ่งถ้าหากเจอโจรที่มีมโนธรรมอยู่บ้างไม่คิดกล้าทำร้ายพระก็รอดไป แต่ถ้าเกิดโชคไม่ดี เจอพวกโจรที่ป่าเถื่อน ปล้นแม้แต่พระก็คงไม่รอด และเมื่อพวกโจรปล้นพระเทียมแล้วได้ทองได้เงินต่อไป ครั้งต่อ ๆ ไป พวกมันเห็นพระก็คงไม่สนใจแล้ว ปล้นตลอด มีหรือไม่มีค่อยว่ากัน

ท่านปล่อยให้หัวหน้าหมู่บ้านผู้กระทำตัวเป็นโจรนั้นติดอยู่ในพุ่มหนามเสียหนึ่งคืน พอรุ่งเช้าจึงเข้าไปพาตัวออกมา ซึ่งหัวหน้าโจรผู้นั้นก็ยอมศิโรราบแต่โดยดี ท่านก็เทศนาสั่งสอนให้ละเลิกการเป็นโจรเสีย มิฉะนั้นจะโดนปลดและเล่นงานเหมือนกับที่เคยกระทำต่อผู้อื่น ซึ่งพวกโจรเหล่านั้นก็รับคำจะปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำ

ท่านอยู่เทศนาสั่งสอนแก่พวกโจรป่าเหล่านั้นเป็นเวลาสี่วันก็ออกธุดงค์ต่อไป ผ่านราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี จนถึงสระบุรีเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งล้วนแต่ประสบพบเหตุการณ์และความยากลำบากต่าง ๆ มากมาย ต้องเดินด้วยเท้ากลางป่ากลางเขา ตัดขึ้นเขาลงห้วย บ้างเจอหุบเหวก็ต้องย้อนกลับทางเก่า เจอลำธารไหลเชี่ยวก็ลุยน้ำลุยโคลนข้ามไป ซ้ำยังมีสัตว์ร้ายต่าง ๆ เช่น เสือ ช้างป่า งู หมีเป็นต้น ที่คอยส่งเสียงขู่คำรามรบกวนสมาธิอยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะในเวลากลางคืนอันเป็นช่วงที่ท่านหยุดพักร่างกายและนั่งทำสมาธิเจริญภาวนาอยู่ภายในกลด พวกสัตว์ต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะส่งเสียงคำรามข่มขู่ดัง จ้องจะทำลายสมาธิของท่านให้จงได้ แต่ท่านก็ทำได้ จิตใจไม่วอกแวก นั่งภาวนาอยู่ ยังกับว่าเสียงคำรามเหล่านั้นไม่ได้ผ่านเข้าหูของตนเองเลย

เมื่อใช้เสียงคำรามขู่ไม่ได้ ก็เริ่มหนักข้อโดยเฉพาะเสือ ที่ว่ากันว่ามีตบะแก่กล้ามากกว่าสัตว์อื่นที่สุด จนเขาเรียกกันว่าเจ้าป่า บางคืนมันย่องลงมาเดินวนรอบ ๆ กลดของท่านเป็นเชิงข่มขวัญ ท่านเองก็ทราบเรื่องนี้ดี แต่ก็มิแสดงอาการตกใจแต่อย่างใด กลับเป็นว่า บางครั้งถึงกับรินน้ำใส่บาตรตั้งไว้หน้ากลด พอตกกลางคืนเสือตัวนั้น ก็มาเดินวนเวียนรอบ ๆ กลด แล้วกินน้ำในบาตรแล้วเดินกลับไปเป็นอยู่อย่างนี้หลายคืนจนในที่สุดมันก็ไม่มารบกวนอีก

แต่ต่างจากงู อันว่างูนั้นเป็นสัตว์เลือดเย็น ไม่ใช่เลือดอุ่นเช่นสัตว์สี่เท้าทั่วไป งูมีความเลือดเย็นอำมหิต มากกว่าสัตว์เดรัจฉานด้วย การล่าเหยื่อมันจะแอบซุ่มด้วยความใจเย็น คอยจนได้จังหวะเหยื่อมาจึงจะเข้าจู่โจมโดยเฉพาะงูเหลือมทีมีรูปร่างค่อนข้างใหญ่ ดูว่าอาจจะไม่ค่อยมีพิษสง แต่หาใช่ไม่ เมื่อถึงคราวล่าเหยื่อ มันจะพาตัวมันเองขึ้นไป อยู่บนต้นไม้ เบื้องล่างคือด่านสัตว์ เป็นทางสัญจรไปมาของสัตว์สี่เท้าทั้งหลายไม่ว่าเป็น หมูป่า เก้ง กวาง หรือ เสือ มันก็คอยอยู่บนต้นไม้เรียบร้อยแล้วคอยเวลาที่เหยื่อ

สัตว์สี่เท้าหรือแม้แต่มนุษย์เดินเคลื่อนกายตามทางด่านนั้นมา พอได้เวลาจู่โจมของมันมันจะทิ้งตัวหาเหยื่อโดยเร็วและโดยที่เหยื่อไม่ทันจะป้องกันตัว ร่างของเหยื่อก็ถูกรัดแน่นโดยงูเหลือมซะแล้วด้วยพละกำลังมหาศาล จนเหยื่อกระดูกแหลกและสิ้นลมอย่างช้า ๆ ด้วยความทรมาน

เมื่อเหยื่อตายสนิทแล้วมันจึงจะคลายการบีบรัดลง แล้วจัดการกินเหยื่อที่บางครั้งใหญ่กว่า แต่ด้วยปากกรรไกรที่เคลื่อนตัวได้อิสระและพังผืดที่ยืดตัวได้สุด ๆ มันจึงเขมือบเหยื่อขนาดต่าง ๆ ได้สบาย (โดยการกิน มันจะเขมือบทางหัวก่อนทุกครั้งก่อนไหลเข้าปากของมันจนเรียบร้อยไปย่อยกันในกระเพาะ เหยื่อตัวหนึ่งทำให้มันอยู่ได้เป็นเดือน)

ท่านเองก็เคยถูกงูเหลือมเล่นงานเอาเหมือนกันในระหว่างธุดงค์ คืนนั้นท่านปักกลดในป่าทึบ หลังจากไหว้พระ สวดมนต์ ระลึกถึง คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ บิดามารดร และครูอาจารย์ พอเข้าสมาธิ เจริญภาวนาได้พักหนึ่ง ท่านก็มีความรู้สึกว่ามีวัตถุค่อนข้างหนัก เคลื่อนทับขึ้นมาจากขาซ้าย แล้วเคลื่อนแผ่ไปยังขาขวา ท่านเองยังพอเพิ่งทำสมาธิ จิตยังตื่นอยู่ก็พอจะรู้จากสัมผัสดังกล่าวว่าของสิ่งนี้ต้องเป็นงูใหญ่แน่ แต่ก็ยังไม่ลืมตา ยังคงสงบจิตและสตินิ่งอยู่เช่นนั้น จากขามันค่อยเคลื่อนจากสะเอวไปด้านหลังแล้วหัวของมันก็ชนดันเข้าไปในสังฆาฏิที่บ่าซ้ายวนสังฆาฏิตกลงจากบ่าซ้าย หางงูนั้นพาดอยู่ที่บ่าซ้าย จมูกของงูอยู่ตรงกับหูของท่านพอดี

นาทีนั้นท่านก็แผ่กุศลทางจิตกำหนดภายในใจว่า

“หากเราเคยทำกรรมใดกับเจ้าไว้ เราก็ขอชดใช้ให้แก่เจ้า“

หลังจากนั้นท่านก็นั่งเฉยอยู่ นานชั่วหุงข้าวสุก ท่านเห็นว่า นานแล้วงูไม่ยอมขยับเขยื้อน จะมัดก็ไม่มัด จะคลายก็ไม่คลาย จึงกำหนดจิตบอกว่า

“ถ้าเราไม่เคยมีกรรมต่อกันก็อย่าได้สร้างเวรต่อกันอีกเลยเข้าอย่าทำลายพระเลย เพราะจะเป็นกรรมหนักแก่เจ้าเอง “

ปรากฏว่า เพียงครู่เดียวต่อจากนั้นงูเหลือมนั้นก็ค่อย ๆ ขยับคลายตัวลงทีละน้อย แล้วเคลื่อนตัวห่างออกไป คืนนั้นท่านนั่งภาวนาแผ่เมตตาให้งูเหลือมตัวนั้นทั้งคืน

เมื่อถึงสระบุรีแล้ว ก็ได้สักการะรอยพระพุทธบาท ดังที่ตั้งใจไว้แล้ว จึงย้อนเส้นทางกลับลงมาเมืองหลวงเพื่อตั้งใจจะนมัสการพระแก้วมรกต ด้วยว่าขึ้นมาแล้ว จะได้ไม่เสียเที่ยวเสียโอกาส และคิดว่าหลังจากนมัสการพระแก้วมรกตแล้วจะขึ้นเรือสำเภา กลับชุมพรทางทะเลเลย

เมื่อท่านเดินทางเข้าเขตจังหวัดพระนครหรือบางกอกท่านได้ไปปักกลดอยู่ริมสวนของตายายคู่หนึ่ง เมื่อสองตายายมาพบท่านมาปักกลดอยู่ริมสวนก็คอยจัดทำอาหารมาถวายในรุ่งเช้าต่อมา แล้วพูดคุยกับท่านถึงเรื่องต่าง ๆ พอได้จังหวะช่วงหนึ่ง ฝ่ายยายก็ถามว่า

“เมื่อคืนหลวงพ่อหลับฝันเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า”

เหตุที่ยายผู้นี้ถามท่าน ตั้งใจจะเอาความฝันของพระภิกษุไปตีเป็นหวย เนื่องจากสองตายายคู่นี้ชอบเสี่ยงโชคกับหวย ก ข ตามประสาผู้ไม่มีอันจะกินทั่วไปนั่นเอง อันหวย ก ข ยังเป็นการพนันที่ถูกกฎหมาย กติกาง่าย ๆ แค่ทายอักษรในไห ว่าจะออกเป็นตัวไหน ลงเงินพนันเป็นจำนวนเท่าใด หากหยิบตัวอักษรในไหขึ้นมา ได้ถูกตามที่แทงไว้ ก็ได้เงินกลับไป ถ้าผิดก็ถูกกินตามระเบียบ

เมื่อถูกถามเช่นนั้น ก็ตอบความจริงว่า

“ เมื่อคืนฝันเห็นเสือมันมาคายเขี้ยวไว้ให้สามเขี้ยว “

สองตายายได้ฟังดังนั้น ก็คิดว่าต้องเป็น “ส” แน่ ๆ ก็ดีใจรีบชวนกันกลับบ้าน นำเงินไปแทงหวย ก ข โดยเล่นตัว “ส” และผลปรากฏว่าออกมาเป็น “ส” จริง ๆ ทำให้สองตายาย ถูกรางวัลเต็ม ๆ ได้เงินกลับมาบ้านถึงสามขันเต็ม ๆ

เมื่อได้เงินมา ก็นำเงินส่วนหนึ่งไปถวายท่านๆ ไม่รับ ด้วยเห็นว่าเป็นเงินที่ได้มาจากอบายมุข และพระภิกษุเองก็ไม่ควรพกพาปัจจัยอันเป็นเงินเหล่านี้ติดตัว จึงบอกสองตายายให้ช่วยนำเงินนั้นไปจัดการเป็นค่าโดยสารเรือ กลับชุมพรแทน ซึ่งสองตายายก็จัดการให้เรียบร้อย โดยนำเงินส่วนนั้น ไปมอบให้นายเรือที่กำลังเดินเรือกลับชุมพร

และเมื่อได้นมัสการพระแก้วมรกตแล้ว ท่านได้เดินทางจากกรุงเทพ ฯ โดยเรือสำเภา บรรทุกสินค้า กลับสู่ชุมพรทันที ท่านเดินทางโดยเรือสำเภาลงมาจากกรุงเทพ ฯ มาเทียบท่าขึ้นฝั่งที่ปากน้ำชุมพร

เมื่อขึ้นฝั่งถึงชุมพรแล้ว ท่านตั้งใจว่าจะธุดงค์ไปแถบถิ่นเดิมที่วิสัยใต้อีกสักครั้ง เพื่อแวะเวียนดูถิ่นเดิมและญาติพี่น้อง

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร ๓

วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย

เมื่อธุดงค์มาถึงบ้านปลายคลองน้อย อ. สวี ซึ่งยังคงเป็นป่าเขา มีบ้านเรือนตั้งอยู่เพียงแค่ไม่กี่หลังยังมิสู้เจริญนัก เมื่อท่านเห็นว่ามีหมู่บ้านตั้งอยู่ข้างหน้าจึงคิดที่จะหยุดพัก จึงเข้าไปปักกลดอยู่ในราวป่าใกล้ ๆ หมู่บ้าน

ครั้นพอรุ่งเช้าต่อมา ท่านก็ออกเดินบิณฑบาต เข้าไปในหมู่บ้านแต่ปรากฏว่ามิมีผู้ใดถวายบิณฑบาตเลย เช้านั้นท่านเลยไม่ได้ฉันอาหารเลย ท่านคิดว่าชาวบ้านคงจะไม่ทราบว่ามีพระธุดงค์มาบิณฑบาตจึงไม่มีผู้ใดเตรียมอาหารได้ทัน แต่พอรุ่งเช้าถัดมา เมื่อท่านเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านอีก คราวนี้พอชาวบ้านเห็นพระธุดงค์เดินอุ้มบาตรเข้ามาก็พากันเข้าบ้านเปิดประตูเสียราวกับว่าพระธุดงค์นั้นเป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาของพวกเขาทั้งหลาย ทำให้วันนั้นท่านมิได้ฉันอาหารอีกเป็นวันที่สอง

เมื่อเห็นอากัปกิริยาของชาวบ้านเช่นนั้น ทำให้ท่านตั้งใจว่าจะต้องทำให้ชาวบ้านได้ทำบุญให้ได้ เพื่อตนจะได้ฉันอาหารและเพื่อตนจะได้แสดงธรรมให้ชาวบ้านได้รับธรรมเข้าไปในจิตใจ และปรากฏว่าเหตุการณ์ก็ยังเป็นเช่นเดิม อยู่ถึง 6 วัน ซึ่งหมายความว่า ท่านก็มิได้ฉันอาหารเลยทั้ง 6 วัน ดังกับว่าเป็นการทดลองจิตและสมาธิความตั้งใจของท่านว่ามีความแน่วแน่อดทนเพียงใด

พอเช้าวันที่ 7 ท่านก็พาร่างกายอันอิดโรยเข้าไปบิณฑบาตอีก เช่นเดิม ปรากฏว่าเช้านี้ ได้มีชาวบ้านผู้หนึ่งถวายข้าวสวยสุกมาสามช้อนทัพพี และเมื่อท่านกลับมาถึงกลดก็ลงมือฉันข้าวสวยสุกนั้นและปรากฏว่าพอข้าวคำแรกตกถึงกระเพาะ ท่านก็มีอาการหน้ามืดและสลบไปจวบจนบ่ายแก่ ๆ ก็ฟื้นขึ้นมา

พอเช้าวันถัดมา พอออกบิณฑบาต ปรากฏว่าคราวนี้มีชาวบ้านทำบุญตักบาตรกันแทบทุกบ้านได้ภัตตาหารมาจนล้นบาตร ครั้นพอตกตอนเย็นก็มีชาวบ้านทำน้ำปานะมาถวายอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้มีโอกาสแสดงธรรมให้แก่ชาวบ้านดังที่ตั้งใจ ไว้

ความจริงตอนที่ธุดงค์อยู่ ตัวท่านเองก็เคยไม่ได้รับบิณฑบาตจากชาวบ้าน เป็นเวลาหลาย ๆ วัน ก็ออกจะบ่อยอยู่ แต่ได้อาศัยน้ำตามลำธารช่วยแก้กระหาย และลูกผลไม้ต่าง ๆ ในป่าแก้หิว บวกกับการทำสมาธิ เจริญภาวนาทำให้สามารถช่วยให้ผ่านพ้นอยู่รอดมาได้ แต่เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ ท่านตั้งใจว่าจะไม่ฉันอะไรเลย หากไม่ได้รับบิณฑบาตจากชาวบ้าน ดังนั้น เมื่อร่างกายไม่ได้รับพลังงานสิ่งใดเลยตลอด ๖ วัน ก็ย่อมอ่อนเพลียเป็นธรรมดา หากไม่มีสมาธิและจิตใจที่แน่วแน่แล้วยากนักที่จะทำแบบนี้ได้ ขนาดที่เมื่อฉันอาหารคำแรกร่างกายปรับสภาพไม่ทัน ถึงกับช็อคสลบไป นับว่าท่านรอดมาได้ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่และสมาธิอันเข้มแข็งโดยแท้

ขึ้นกุฏิ

เมื่อออกจากปลายคลองน้อยแล้ว ก็มุ่งหน้าเข้าสู่บ้านเขาปีบ และที่บ้านเขาปีบนี่เองที่ท่านได้พบกับพระอาจารย์อีกครั้ง โดยเมื่อถึงเขตบ้านเขาปีบ ก็พบกับชายตัดฟืนคนหนึ่ง ด้วยความที่ท่าน เคยประสบกบเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ที่บ้านท่าข้าม ทำให้เกิดความรู้สึกสงสัยระคนกับความเชื่อมั่นบางอย่าง จึงเข้าไปถามชายคนตัดไม้ว่า

“ตัดไม้ทำอะไรโยม “

คนตัดไม้บอกว่า “ จะเอาไปทำที่พักให้พระคุณท่าน“

“ พระอยู่ที่ไหนล่ะโยม “

ชายตัดไม้ชี้พลางเชิญชวน “อยู่แค่นี้เองคุณไปไหม ถ้าไปตามผมมาเถอะ“

ท่านก็เดินตามชายตัดไม้ไป และเมื่อพบพระรูปดังกล่าว ท่านถึงกับยิ้ม เพราะพระรูปที่นั่งอยู่ในกลดคือ หลวงพ่อทวดเวียนพระอาจารย์ที่ตนเองตามหาอยู่

เมื่อเข้าไปถึง หลวงพ่อทวดเวียนก็ถามว่า “คอยนานไหม”

ท่านจึงเล่าให้อาจารย์ฟังถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นที่พระอาจารย์ได้จากไป จนกระทั่งได้มาพบกันในตอนนี้ ข้างหลวงพ่อทวดเวียนก็เล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า เมื่อตนเองออกจากบ้านท่าข้ามแล้ว ก็ธุดงค์ไปถึงเมืองตะนาวศรี เมืองมะริด แล้วลงเรือขึ้นไปยังเมืองร่างกุ้ง ได้นมัสการพระธาตุเจดีย์ที่ร่างกุ้งแล้วจึงย้อนกลับมาทางเดิม เข้าเมืองไทย และมาถึงที่นี่ในวันนี้เหมือนกัน

หลังจากได้พบเจอกันแล้วทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ ก็อยู่ปฏิบัติธรรมปฏิบัติพระกรรมฐานอยู่ที่บ้านเขาปีบต่อไป โดยเลือกเอาบริเวณป่าช้าเงียบสงบวังเวงเป็นที่ปฏิบัติ

หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังว่า บ่ายวันหนึ่งมีคนหามศพมาฝัง หลวงพ่อทวดเวียนท่านเห็น ก็เรียกให้เอาศพมาที่ท่าน ๆ สั่งให้แก้เชือกที่หามออก แล้วแก้ฟากนาค ๗ ซี่ที่เอามัดห่อหุ้มศพออก และท่านใช้ให้ชายอีกคนหนึ่งไปเอาน้ำมาให้ท่านไห (โอ่ง) หนึ่ง

ศพนั้นเป็นศพเด็กชาย ชื่อดำ พ่อของเด็กชายดำ บอกหลวงพ่อเวียนว่า เขาตายเมื่อเที่ยงนี้เอง พอดีคนที่ไปตักน้ำก็เอาน้ำมาให้หลวงพ่อทวดเวียน หลวงพ่อทวดเวียนเอาน้ำใส่ลงในบาตรล้วงเอาผ้าขาวในย่ามใส่ลงในบาตร และหยิบวัตถุเป็นเม็ดสีดำ คงจะเป็นยา ใส่ไว้ใต้ริมฝีปากบนของศพ แล้วท่านบริกรรมไปเอาผ้าขาวที่ใส่ไว้ในบาตรตบที่หัวศพไป ราวครึ่งชั่วโมงก็มีเสียงครางในลำคอ หลวงพ่อทวดเวียนก็บีบผ้าขาวให้น้ำย้อยลงในปากพร้อมกับบอกผู้เป็นพ่อว่า ไปต้มข้าวต้มมาให้

ผู้เป็นพ่อรีบลุกขึ้นวิ่งไปต้มข้าวต้มด้วยความดีใจเป็นที่สุด ต่อมาไม่นานนักเด็กชายดำก็ฟื้นขึ้นมา เมื่อผู้เป็นพ่อเอาข้าวต้มมาและหยอดน้ำข้าวต้มให้จนมีอาการดีขึ้น เวลาพูดก็ได้ยินเสียงชัดเจนขึ้น บรรดาพ่อแม่และญาติ ๆ ต่างก็มาตูยิ้มทั้งน้ำตา ต่างก็สรรเสริญหลวงพ่อทวดเวียนว่า

“เป็นเสมือนเทวดามาชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้”

เด็กชายดำมีเรี่ยวแรงพอพูดจาได้ดีแล้ว ก็เล่าให้ฟังว่า

“มีคนมาพาเขาไป พอไปถึงกำแพงเมือง ซึ่งเขาไม่เคยเห็น มีผู้คนพลุกพล่าน ทุกเพศทุกวัย ต่างก็เดินทางเข้ากำแพงเมือง คนเดินออกไม่มี เขาก็เดินตามไปด้วย พอจะเข้าไปในประตูก็พอดีมีพระห่มจีวรออกสีดำเข้ามาดักหน้าเขาไว้ ไม่รู้เอาอะไรสีดำ ๆ จุกในปากเขา และสั่งให้กลับ เขาบอกว่า ไม่กลับ ก็ตบหัวเขาๆ ก็ถอยหลังเรื่อยมา ๆ จนเขารู้สึกขึ้นมานี่แหละ”

พ่อแม่และหมู่ญาติต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ดำ ไม่ใช่ลูกเขาแล้ว ยกให้หลวงพ่อทวดเวียนเถิด”

ดำก็อยู่กับหลวงพ่อทวดเวียนหลายเดือน เขาเป็นคนกล้า เข้านอนอยู่ที่แคร่ใต้กุฏิ เวลามีเสือเขาก็ไม่กลัวเสือ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อทวดเวียนกับหลวงปู่เดินธุดงค์ไปที่อื่น ก็ฝากดำไว้กับพ่อแม่ของดำให้ช่วยเลี้ยงดูไว้ให้ท่านด้วย

เมื่อท่านได้ออกไปจากบ้านเขาปีบแล้ว ก็ได้ธุดงค์ไปในที่ต่างๆ โดยเฉพาะหลวงพ่อทวดเวียนกับหลวงปู่ อยู่ประจำพรรษาที่ถ้ำโพงพาง ๒ พรรษา (เดี๋ยวนี้เป็นวัดแล้ว อยู่ที่ตำบลหาดทรายรี อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร) ซึ่งเป็นที่สงัดวิเวกอยู่ใกล้ทะเล เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่งนัก จากนั้นก็ไปประจำพรรษาที่วัดควน ตำบลวิสัยใต้ อีก ๑ พรรษา หลวงพ่อทวดเวียน ท่านก็ถึงแก่มรณภาพลง

หลวงปู่ ท่านเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อทวดเวียน ท่านเกิดอาพาธหนัก มีโยมผู้ชายมาอยู่เฝ้าพยาบาลเป็นจำนวนมาก ตอนที่ท่านมรณภาพไม่มีใครเห็น ตอนดึกสงัด โยมที่มาเฝ้านอนหลับกันหมด หลวงพ่อทวดเวียน ท่านลุกขึ้นแล้วนั่งห่มผ้าพาดสังฆาฏิ มีผ้าเคียนอก (รัดอก) ท่านเรียกว่า “ครองใหญ่” แล้วก็ลงจากกุฏิไป

ใกล้รุ่ง พวกโยมที่มาอยู่เฝ้าพยายามต่างก็ลุกขึ้นมองหา ไม่เห็นหลวงพ่อทวดเวียน ก็ตกใจ รีบตามหา ก็ไม่พบ จนรุ่งสว่างหาจนทั่วก็ไม่พบ ส่วนหลวงปู่ ท่านก็ออกตามหาเหมือนกัน แต่ท่านไม่มาที่กุฏิ ท่านเข้าป่าใกล้วัดตามหา

ตกตอนบ่ายจึงพบ ท่านเห็นหลวงพ่อทวดเวียนนั่งพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ เมื่อเข้าไปถึง ก็ปรากฏว่า ท่านได้มรณภาพแล้ว (อาจารย์หลวงปู่ทั้งสองท่านล้วนแต่มรณภาพในท่านั่งคือ หลวงพ่อทวดรอด ท่านก็นั่งมรณภาพบนเก้าอี้ มาหลวงพ่อทวดเวียนก็นั่งมรณภาพใต้ต้นไม้)

เมื่อทำบุญศพหลวงพ่อทวดเวียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ก็ออกธุดงค์ ปฏิบัติธรรมต่อไป ท่านอยู่ประจำพรรษาที่หัวกรูด ๑ พรรษา แล้วมาอยู่ประจำพรรษาที่สามแก้ว ๑ พรรษา ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นป่า เมื่อออกพรรษาที่ ๑๐ แล้วท่านธุดงค์เข้าสู่บ้านศาลาลอยครั้งแรก

ท่านปักกลดอยู่ที่ใกล้หนองน้ำ ชื่อลุมควาย กำนันเฉยได้นิมนต์หลวงปู่ ให้ไปอยู่ที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำท่าตะเภา ในครั้งนั้นเป็นวัดร้าง ท่านจึงรับนิมนต์คุณตาเฉย

เมื่อหลวงปู่เข้าอยู่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยนั้น ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๖๒ คุณตาเฉย ได้ทำกุฏิหลังเล็กรูปหลังคาและฝาแบบประทุนหรือสมัยก่อน ชาวบ้านเรียก กุฏิโกบ คืนแรกที่ท่านเข้าอยู่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ตอนดึกท่านไปเข้าเว็จกุฏิ เมื่อออกมาท่านเห็น ศีรษะมีแค่คอ มีหนวดเคราห้อยรุงรัง ลอยผ่านหน้าท่านไป ท่านเอามือจับหนวดเคราดู ท่านแผ่เมตตาให้ จากนั้นก็หายไป

รุ่งเช้า ท่านถามคุณตาเฉย ซึ่งปวารณาเป็นโยมอุปัฏฐากว่า

“ตากำนัน ใครตายตรงนี้บ้าง”

คุณตาเฉย ก็บอกท่านว่า “อ๋อ อ้ายง่อยมันผูกคอตายที่ต้นไม้นี้”

(คงจะเป็นฉำฉา ซึ่งกุฏิหลังแรกของหลวงปู่ อยู่ใต้ต้นฉำฉา ต่อมาประมาณปี ๒๕๐๒ หรือ ๒๕๐๓ น้ำเซาะตลิ่งจนต้นฉำฉาต้นนี้ล้มลงในแม่น้ำ) หลวงปู่ก็เล่าให้คุณตาเฉยฟัง และท่านก็ได้แผ่เมตตาให้แล้ว

คืนต่อมาท่านก็ได้บำเพ็ญกิจภาวนา สมาธิตามปกติ ท่านได้พบพ่อปู่เจ้าฟ้า ท่านขออยู่ประจำที่วัดนี้ พ่อปู่เจ้าฟ้าไม่ให้

คืนต่อมาท่านขออีก คราวนี้ ท่านเล่าว่า พ่อปู่เจ้าฟ้าบอกท่านว่า “ให้ก็ได้ แต่ขอบายศรี ๓ ชั้น ๙ หัว”

ท่านก็บอกพ่อปู่เจ้าฟ้าว่า ท่านมาจากอื่นไม่มีญาติ ก็ไม่รู้ว่าจะให้ใครทำขนมทำบายศรีให้

พ่อปู่เจ้าฟ้าท่านให้ แต่มีข้อแม้ว่าอย่าเป็น “สมภาร” หลวงปู่ก็รับ (เหตุนี้สมัยหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยจึงไม่มีเจ้าอาวาส ท่านบอกว่า ถ้าเขาตั้งท่านเป็นเจ้าอาวาส ท่านก็จะออกจากวัดนี้ทันที)

หลวงปู่ท่านเล่าให้ฟังว่า พ่อปู่เจ้าฟ้า ท่านสอนในท่านอนหงายทงเข่าทั้งสองขึ้น หันศีรษะไปทางทิศตะวันออก เมื่อพ่อปู่ท่านมองตูตามนั้นแล้วกำหนดจำหมายไว้ (ซึ่งที่ตรงนั้นก็ตรงกับที่สร้างกฏิหลังแรกและหลังปัจจุบัน และหลังปัจจุบันนี้ อาจารย์พระครูพิพัฒน์ขันตยาภรณ์ ศิษย์หลวงปู่ และหลวงปู่ได้มอบให้เป็นเจ้าอาวาส วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย องค์แรกประจำอยู่ที่กุฏิหลังนี้)

วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย แต่อดีตเคยเป็นวัดร้างอยู่วัดหนึ่งเป็นวัดเก่าแก่มากไม่มีประวัติใดๆ บันทึกไว้ว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างมาสมัยใด

หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร ยืนกำหนดพิจารณาดูบริเวณวัดทั้งหมดด้วยอำนาจญาณ เรียกว่าอตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตว่าเป็นวัดสมัยใด ใครเป็นผู้สร้างขึ้น ทำไมจึงรกร้างว่างเปล่ามาเป็นร้อยเป็นพันปี ด้วยอำนาจจิตที่กล้าแข็งซึ่งปุถุชนธรรมดาไม่สามารถรู้ได้ถึงเช่นนั้น

ศึกไสยเวทย์

ความจริงอีกมุมหนึ่งของวัดร้าง วัดเจ้าฟ้าศาลาลอยนี้ มีพระภิกษุอยู่ก่อนหน้านี้แล้วองค์หนึ่ง มีลูกศิษย์ลูกหาพอสมควร คือ หลวงพ่อบ่าว ท่านอยู่อีกมุมหนึ่ง มีกุฏิเล็ก ๆ พอได้อาศัยจำวัด

หลวงพ่อบ่าวเป็นพระภิกษุที่มีวิชาอาคมพอตัว มีลูกศิษย์ลูกหา และได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านตามสมควร แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบ เพราะลูกศิษย์ของท่านออกจะเป็นนักเลงไปสักหน่อย ด้วยถือดีว่ามีพระอาจารย์คงกระพัน

การมาของหลวงปู่นั้น หลวงพ่อบ่าวทราบดีทุกระยะ ท่านก็สงบนิ่งไม่ว่าอะไร เพราะต่างคนต่างอยู่ ว่ากันไป น้ำคลองไม่ปะปนกับน้ำบ่อ ฉันใดฉันนั้น เมื่อหลวงปู่มาอยู่ได้นานวันก็มีคนมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ต่อมาปรากฏว่าลูกศิษย์ของหลวงปู่เกิดมีเรื่องกับลูกศิษย์ของหลวงพ่อบ่าวถึงขนาดลงไม้ลงมือกัน ลูกศิษย์ของหลวงปู่เป็นฝ่ายชนะไม่บอบช้ำ

บรรดาคนหนุ่มต่างก็เฮมาหาหลวงพ่อสงฆ์กันมากขึ้น และนั่นคือต้นเหตุของเมฆหมอกของความขุ่นเริ่มขึ้น น้ำบ่อเริ่มไหลเข้ามาสู่น้ำคลอง ด้วยความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีวิชาอาคมจะไปเกรงกลัวทำไมกับหลวงปู่

จากแรงยุกระตุ้นของศิษย์จึงเกิดให้เกิด ศึกไสยเวทย์ ระหว่างหลวงพ่อบ่าวกับหลวงปู่ขึ้นด้วยประการดังนี้

ในคืนนั้น

ขณะที่หลวงปู่นั่งภาวนาอยู่ภายในกุฏิของท่านดึกพอสมควร สักสองยามเห็นจะได้ ท่านก็ได้ยินเสียงแมลงชนิดหนึ่งบินวนเวียนไปมาอยู่หน้าประตูกุฏิ เมื่อท่านลืมตาขึ้นมองออกไป เสียงแมลงนั้นก็ตกลงหน้าประตู หลวงปู่ยิ้มให้กับตนเองในความมืดแล้วเปิดประตูออกมาดู ตรงหน้าประตูมีใบไม้สดหล่นอยู่หนึ่งใบ ท่านก็หยิบใบไม้สดนั้นขึ้นมาพิจารณา แล้วขยี้ขว้างทิ้งลงไปจากกุฏิ

สิ่งนั้นเตือนให้หลวงปู่ได้ทราบว่า บัดนี้ฝ่ายตรงข้ามได้เริ่มทักทายท่านแล้วด้วยใบไม้ที่เสกเป็นแมลง หวังจะให้มาต่อยท่าน แต่หมดแรงลงเสียก่อน

ให้พรแก่ญาติโยม

นี่อาจจะเป็นยกแรกของการต่อสู้แบบไสยเวทย์

เป็นธรรมดาของคนเล่นอาคม เมื่อผิดหวังครั้งแรกก็ต้องมีครั้งที่สอง และครั้งต่อๆ ไป จนกว่าจะชนะ ไม่ยอมแพ้แก่กันเพราะถือว่าเป็นการชิมลางสำหรับครั้งแรก หลวงปู่ก็รู้ว่าจะต้องมีต่อไปจนกว่าฝ่ายนั้นจะพบความสำเร็จในวิชาที่ตนเองร่ำเรียนมา

คืนต่อมา

ในเวลาดึกสงัดหลวงปู่ยังหาได้จำวัดไม่ ท่านกำลังนั่งเจริญภาวนาตามแนวทางของวิปัสสนา กสิณ ในความแจ่มแจ้งของดวงจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ในเพศสมณะ หลวงปู่ได้มองเห็นสิ่งหนึ่งดำมะเมื่อมลอยเคว้งคว้างตรงมายังกุฏิของท่าน ความรู้สึกบอกตัวเอง

“มันมาอีกแล้ว”

ท่านก็หาหวั่นไหวแต่อย่างใดไม่ คงหลับตาเจริญภาวนาของท่านต่อไปในความมืด

ถึงแม้จะหลับตา แต่ท่านก็สามารถมองเห็นสิ่งผิดปกติที่ลอยเลื่อนตัวตรงเข้ามาหา แต่ว่าไม่อาจจะลอยเข้าในกุฏิได้ สิ่งนั้นวนเวียนอยู่ชั่วระยะหนึ่งก็หล่นวูบตกลงหน้ากุฏินั่นเอง

เมื่อหลวงปู่เปิดประตูกุฏิออกมาดูก็พบว่า สิ่งนั้นคือหนังควายแผ่นใหญ่เท่าฝ่ามือหล่นอยู่หน้ากุฏิ อันวิชานี้เป็นมนต์ดำหรือ อวิชชาในด้านการเสกเข้าท้องฝ่ายตรงข้าม

ในตอนเช้าเมื่อญาติโยมลูกศิษย์ลูกหามาที่วัด ท่านก็ไม่พูดอะไร แต่ได้พูดคุยเป็นปริศนาธรรมแก่ญาติโยมในเรื่องเกี่ยวกับมนต์ดำ ทำนองว่าคนที่เรียนวิชานี้ไม่ควรจะนำมาใช้ทำร้ายผู้อื่นเพราะเป็นบาป ถ้าหากนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค ช่วยเหลือผู้คนดีกว่า มิฉะนั้นจะเป็นบาปและเข้าตัวเองได้

การพูดทำนองตักเตือนหลวงพ่อบ่าว เพราะหลวงปู่รู้ว่าในกลุ่มชาวบ้านที่มานั่งรายล้อมอยู่นี้น่าจะมีลูกศิษย์หลวงพ่อบ่าวอยู่บ้าง อาจจะเป็นเพราะวิชาอาคมของหลวงพ่อบ่าวยังไม่ถึงหรือเป็นเพราะการเทศน์ปริศนาธรรมกระทบมาก็ไม่ทราบได้

ในคืนนั้นเอง

หลวงปู่ก็ได้รับการเยี่ยมเยือนอีกครั้งจาก มนต์ดำ ที่ลอยมากระทบประตู ในตอนเช้าท่านเปิดประตูออกมาเพื่อจะออกบิณฑบาต ก็ได้เห็น หนังหมูที่มีเข็มเย็บผ้าจำนวนมาก หล่นอยู่หน้าประตูกุฏิ ท่านจึงนำไปฝังที่โคนต้นไม้

ศิษย์ของหลวงปู่มีอยู่ ๒ คน คือผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งซึ่งอยู่คนละหมู่บ้าน และนายเกตุ

ผู้ใหญ่บ้านนั้นได้รับวิชาไปจากหลวงปู่ไปหลายอย่างและมีอายุสูงกว่านายเกตุ มีความสุขุมและยึดมั่นในหลักคำสอนของหลวงปู่เป็นอย่างดี เรียกว่า พอจะมีความรู้ทางไสยเวทย์พอคุ้มตัวได้

และในคืนต่อมานั้นเอง หลวงปู่ก็พลาดท่า เพราะสิ่งที่หลวงพ่อบ่าวส่งมานั้นได้เล็ดลอดเข้ามาจากประตูหน้าเข้ามาจนกระทั่งถึงตัวและเข้าไปสู่ท้องของหลวงปู่ได้

ท่านต้องเอามือกุมไว้ไม่ยอมให้สิ่งนั้นหมุนอยู่ในท้อง เพราะมันเป็นมีดหมออาคม ถ้าหากให้มันหมุนได้ ตับไตไส้พุงจะฉีกขาดหมด หลวงปู่ต้องเก็บความเจ็บปวดไว้จนรุ่งเช้า บรรดาลูกศิษย์ใกล้ชิดมาพบ แล้วช่วยกันนำเอาสิ่งนั้นออกมาจากท้องของท่าน

สิ่งที่ออกมาจากปากของหลวงปู่ก็คือมีดสองคม

ท่านให้มันออกมาทางปาก ท่ามกลางความตกใจของลูกศิษย์ที่เห็นอยู่ในขณะนั้น หลวงปู่ไม่พูดอะไรเรื่องนี้ เพียงแต่ให้ลูกศิษย์ไปตัดไม้ไผ่เหลาให้บาง ๆ

“พ่อหลวงจะทำอะไร”

ลูกศิษย์ผู้นั้นเอ่ยถามอย่างสงสัย หลวงปู่นั่งนิ่งเอ่ยปากขึ้นว่า

“ควายธนู เขาทำเราหลายครั้งแล้วถ้าเราไม่ตอบ เขาจะว่าเราขี้ขลาดตาขาว เราต้องสั่งสอนบ้าง”

เมื่อลูกศิษย์ตัดไม้ไผ่มาแล้ว หลวงปู่ก็ลงมือเหลาจนบางเบาด้วยมือของท่านเอง ระหว่างการเหล่านี้ได้มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อบ่าวได้รับคำสั่งให้มาดูว่าหลวงปู่เป็นอย่างไรบ้าง เพราะผลจากการส่งมีดสองคมมาทักทายเมื่อคืน

แต่เมื่อมาถึงกุฏิ เห็นหลวงปู่นั่งเหลาไม้อยู่ ก็กลับไปบอกแก่หลวงพ่อบ่าวทันที ท่านได้รับรายงานก็สะดุ้ง รู้ด้วยจิตสำนึกทันทีว่า หลวงปู่นั้นอาคมสูงกว่า เพราะส่งมาหลายครั้งแล้วไม่ได้ผล แม้แต่มีดสองคมก็ไม่อาจระคายผิวของหลวงปู่ได้

หลวงพ่อบ่าวไม่รู้ว่ามีดสองคมนั้นได้ผล แต่ยังไม่ถึงกับทำให้หลวงปู่ตายไปทันทีได้ ท่านแก้ไขในเวลาอันรวดเร็วหรือเรียกว่าพลาดท่าไปแล้วก็ได้ ถ้าหากไม่ใช่หลวงปู่ รับรองว่าคนนั้นจะต้องตายไปเพราะสองคมของมีดกรีดไส้พุงขาด

เพราะข่าวที่ว่าหลวงปู่เตรียมรับมือด้วยควายธนูอย่างแน่นอน หลวงพ่อบ่าวจึงเผ่นหนีออกจากวัดหายไปแต่บัดนั้น

ความจริงหลวงปู่หามีเจตนาจะทำร้ายถึงเลือดตกยางออกไม่ เพียงแต่ต้องการสั่งสอนให้หลวงพ่อบ่าวได้ทราบว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน

ฝ่ายหลวงพ่อบ่าวออกจากวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยก็ไปอยู่ที่วัดวิหาร ห่างออกมาจากบางลึก ไกลพอประมาณ ความเจ็บแค้นเรื่องนี้กลายเป็นอาฆาต หลวงพ่อบ่าวจัดว่ามีวิชาอาคมสูงองค์หนึ่ง ได้เตรียมสูตรใหม่ที่จะเล่นงานหลวงปู่ด้วยการเอาข้าวเหนียวดำที่สุกแล้วมาปั้นเป็นตัวคน

ตอนเย็นวันนั้นหลวงพ่อบ่าวได้ลงจากกุฏิมากวาดลานวัดดังเคยชิน ปรากฏว่าได้เกิดพายุหมุนอย่างรุนแรง จนทำให้ต้นยางหน้าวัดกิ่งหักกระเด็นลงมา เหมือนมีคนเอากิ่งยางทุ่มใส่หลวงพ่อบ่าว กิ่งยางหล่นลงมาทับร่างหลวงพ่อบ่าวซึ่งกวาดลานวัดถึงแก่มรณภาพทันที

ข่าวมาถึงหลวงปู่ หลายวันต่อมา ท่านก็ไม่พูดอะไร ได้แต่อธิฐานจิตขออย่าได้จองเวรต่อกันเลย และทำการอโหสิกรรมแก่หลวงพ่อบ่าว ด้วยใจจริงแล้วท่านหาได้อาฆาตอะไรถึงขั้นจะทำให้ตายไปจากกันไม่ และเมื่อหลวงพ่อบ่าวจากไปแล้ว ท่านก็ไม่นึกถึงอะไร ปฏิบัติกิจของท่านต่อไป หาเอาใจใส่ไม่ ฟ้าดินต่างหากที่ไม่เป็นใจต่อการกระทำของหลวงพ่อบ่าว

หลวงปู่สงฆ์กำหนดจิตรู้ด้วยอำนาจอนาคตังสญาณรู้เรื่องราวต่อไป แม้ยังไม่เกิดขึ้นว่า ต่อไปในบริเวณนี้วัดนี้จะมีความเจริญรุ่งเรือง คนที่เคยอยู่ คนที่เคยอุปถัมภ์ค้ำจุนจะได้มาพบกันจะไม่ว่างเว้น คนทั่วไปมาเยี่ยมเยือน ณ สถานที่แห่งนี้

ดังนั้น หลวงปู่สงฆ์จึงตัดสินใจรับนิมนต์ และจำพรรษาที่วัดนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาซึ่งตรงกับ พ.ศ.๒๔๖๓ เมื่อสมัยที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร ดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช

หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร เวลานั้นมีอายุ ๓๐ ปี พรรษาที่ ๑๐ และได้บูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุในบริเวณวัดขึ้นใหม่ทั้งหมดพร้อมกับตั้งชื่อวัดตามกาลตามสมัยว่า วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

ภายหลังจากที่หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร มาจำพรรษาที่วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ซึ่งแต่ก่อนอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก ไม่มีเสนาสนะใด ๆ ทั้งสิ้น กลับมีถาวรวัตถุก่อสร้างขึ้นมากมาย

ด้วยเหตุที่ว่า หลวงปู่สงฆ์เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบศีลจริยวัตรงดงาม จนเป็นที่เลื่องลือแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางผู้คนก็หลั่งไหลกันเข้าไปยัง วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ดุจดังมีงานประจำปี ปีแล้วปีเล่าชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ต่างมีงานทำทุกวัน สภาพชาวบ้านแถบนั้นเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น ถนนหนทางสมันนั้นก็ยังไม่เจริญเหมือนทุกวันนี้ ฐานะการเป็นอยู่ของชาวบ้านเริ่มมั่งมีขึ้นโดยอาศัยบุญบารมีของ หลวงปู่สงฆ์ เพราะชาวบ้านออกค้าขายตั้งแต่อาหารจนกระทั่งของที่ระลึกให้กับผู้เข้าไปเยี่ยมเยือนนมัสการการท่านทุกวัน ๆ สภาพสังคมที่ถูกทอดทิ้งมานานเริ่มส่งผลให้แก่ชาวบ้านมีความอยู่ดีกินดีขึ้นเช่นกัน

ด้วยอำนาจคุณงามความดีของ หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร ที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาในป่าเขาถ้ำเหวต่าง ๆ ทนสู้กับอุปสรรคเภทภัยนานาประการนี้ ยังส่งผลให้กับชาวบ้านได้อยู่ดีมีความสุขถ้วนหน้า ก็เพราะคุณธรรมของท่าน

วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ที่เคยถูกทิ้งมาเป็นเวลานานจนกลายมาเป็นวัดโอ่อ่า เสนาสนะครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งนี้เพราะ หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร เป็นพระสุปฏิปันโน และมีศีลจริยวัตรที่เลื่อมใสของประชาชนทั้งหลาย

ความเมตตาของหลวงปู่สงฆ์กว้างขวางไม่มีขอบเขตท่านสงเคราะห์ทั้งมนุษย์และสัตว์ด้วยเมตตาธรรม จนเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้เข้าไปนมัสการท่านจนปัจจุบันนี้

การที่หลวงปู่มีความเมตตาต่อสัตว์ทุกชนิดนั้นท่านเล่าเป็นเหตุผลว่า

“สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ ขนาดไหนก็ตาม แม้แต่มด ปลวกมันก็มีชีวิตจิตใจ รู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักกลัว รู้จักหิว รู้จักสุขทุกข์เช่นเดียวกับคนเหมือนกัน

แต่ที่เขาต้องเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉานนั้น ก็เพราะกรรมส่งผลให้เขามาเกิด เกิดมาเพื่อเสวยผลของกรรมเก่าของเขา เมื่อเขาพ้นจากสภาพสัตว์ต่างๆ เหล่านั้นแล้วเขาอาจกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา ก็ได้

ดังนั้นเราควรมีเมตตากับสัตว์ทุกชนิดจงพิจารณาดูว่า บาปกรรมนั้นเป็นของมีจริง เหตุนี้ผู้มีปัญญาที่ชาญฉลาดที่มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นับว่าเป็นโอกาสที่ประเสริฐแล้ว ควรแต่ประกอบคุณงามความดี มีศีลมีธรรม ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อันจะเป็นการจองเวรจองกรรมกันต่อไป เพื่อเราจะได้ไม่ต้องเกิดมาใช้กรรมใช้เวรกันต่อไปอีก

ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ควรก่อกรรมทำเข็ญ ด้วยการทำลายชีวิตผุ้อื่น ไม่ว่าสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ แม้แต่มดหรือปลวกก็มีบาปเหมือนกัน

วาจาสิทธิ์

โอ่งน้ำมนต์

หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร เป็นพระสงฆ์ในการถือสันโดษ มีจริยวัตรอันงดงามยิ่ง ท่านฉันอาหารเพียงวันละมื้อเดียว และไม่ยอมรับภัตปัจจัยใด ๆ เป็นส่วนตัวเลย ทุกวันมีผู้เข้ามานมัสการนำของมาถวายท่านอย่างมาก แม้แต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสท่านก็ได้มอบให้กับพระภิกษุรูปอื่นรับไปดำเนินธุระต่อไป

ดังนั้น หลวงปู่สงฆ์ ท่านจำพรรษาอยู่ในวัดเจ้าฟ้าศาลาลอย เพียงเป็นประธานสงฆ์ หรือปูชนียบุคคลอันประเสริฐเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจแก่ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ศรัทธาญาติโยมเท่านั้น

หลวงปู่สงฆ์เป็นพระอาจารย์ ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานเป็นพระที่พูดน้อย รักความสงบ สำรวม กาย วาจา ใจ นับเป็นพระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ในบวรพระพุทธศาสนาเป็นนาบุญอันประเสริฐของพวกเราทุกคน

หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร สมัยเป็นฆราวาส เคยปฏิบัติตนเป็นผู้มีสัจจะแต่เดิม แม้จะเป็นพระภิกษุแล้วก็ตาม อุปนิสัยนั้นก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นโดยลำดับ แม้เป็นพระภิกษุที่พูดน้อย แต่คำพูดของท่านที่พูดออกมานั้นจะบังเกิดผลได้จริงจังอย่างมหัศจรรย์ที่เรียกว่า วาจาสิทธิ์

ด้วยเหตุนี้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาญาติโยมทั้งหลายมักจะชุมนุมกันที่ศาลาเวลาเช้าก่อนไปทำงานเป็นประจำก็เพื่อขอวาจาสิทธิ์ของท่านนั่นเองถ้าท่านกล่าวคำใดกับใคร ก็จะเป็นความจริงอย่างนั้นเสมอ

บางคนไม่ได้ขอฟังวาจาจากท่าน แต่ก็พยายามนั่งจ้องอยู่ดูอิริยาบถของท่าน ว่าจะออกมาในรูปใด พวกนักนิยมโชคลาภแทงหวย จะเอามาตีปัญหาเป็นตัวเลขอย่างฉมังยิ่งนัก เหตุว่าไม่กล้าเข้าไปขอโดยตรงกับท่าน เพราะท่านไม่นิยมพวกนักเล่นการพนันทุกชนิดนั่นเอง

ครั้งหนึ่ง เคยมีข้าราชการผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง เดินทางเข้าไปนมัสการท่านพร้อมกับนำสัตว์เลี้ยงสี่เท้าไปถวายท่านด้วย

หลวงปู่สงฆ์เห็นก็ได้ถามขึ้นว่า “อ้าว...นั่นเอานกมาทำไมกัน”

ท่านผู้ใหญ่คนนั้นตอบว่า “ไม่ใช่นกหรอกครับหลวงปู่”

ว่าแล้วก็เปิดกรงที่นำมาให้ดู แต่พอเปิดกรงออกเท่านั้นทุกคนที่มาด้วยต่างตกตะลึงในความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เพราะแทนที่จะเป็นสัตว์สี่เท้าที่ตนจับใส่กรงมา แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่...กลับเป็นนกตัวหนึ่งบินปร๋อออกจากกรงหนีไปทันที....

ปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์ของหลวงปู่สงฆ์ในครั้งนั้น นำความตกตะลึง แก่ชาวคณะอุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลายในวัดที่นั่งกันอยู่เต็ม และต่างก็พูดว่า “นี่เป็นวาจาสิทธิ์ของหลวงปู่” ทำให้ประชาชนที่ได้ทราบเรื่องในครั้งนั้น มีความเคารพนับถือ และไม่กล้าประพฤติความชั่วให้ปรากฏแก่สายตาหลวงปู่สงฆ์ไม่ว่าในที่ลับ หรือที่แจ้ง ทั้งหมดเกรงว่าหลวงปู่ท่านจะพูดวาจากล่าวตักเตือนและถ้าท่านดุด่าว่ากล่าวแล้วผู้นั้นจะเคราะห์ร้ายไปตามที่ท่านพูดวาจานั้น

จึงนับว่า หลวงปู่สงฆ์ จันทสโร สามารถใช้วาจา ขัดเกลากิเลส ตัณหา อุปาทาน ให้ออกจากชีวิตจิตใจของผู้ที่ยิ่งถือทิฐิมานะ ได้มากทีเตียว

ฉุดเรือข้าวเปลือก

หลังวัดเจ้าฟ้าศาลาลอยมีแม่น้ำ เรือบรรทุกข้าวบ้างอะไรต่ออะไรบ้างผ่านไปผ่านมาเสมอ

วันหนึ่งมีคนเรือข้าวเปลือกที่เคยขึ้นมากราบนมัสการท่านเสมอจนคุ้นเคยกัน ได้แล่นผ่านมาทางหลังวัด ตอนนั้นหลวงปู่กำลังนั่งเล่นรับลมอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ เรือลำนั้นแล่นมาจวนจะถึงศาลาก็หยุด มิหนำซ้ำกลับหันหัวเรือไปอีกทิศ คือไปตามทางที่มา เรือวนอยู่อย่างนั้นจนคนเรือชักแปลกใจ ถ่อก็แล้วมันก็ไม่ไป เหลือบมองไปที่ศาลาเห็นหลวงปู่นั่งนิ่งอยู่ก็นึกรู้ทันทีว่า เพราะอะไรเรือจึงไม่ยอมไปข้างหน้า เอาแต่หมุนวนอยู่ท่าเดียว

พอวาดเรือเข้าฝั่งได้ก็กระโดดตรงเข้ามาหาหลวงปู่ทันที

“ท่านล้อผมเล่นทำไม” เอ่ยถามอย่างโกรธ ๆ

หลวงปู่ท่านยิ้มมองหน้านายท้ายเรือ ความจริงหลวงปู่กับนายท้ายเรือคนนี้รู้จักมักคุ้นกันดีเนื่องจากเป็นเพื่อนเกลอกันตั้งแต่เด็ก ๆ ผ่านมาทีไรก็ต้องแวะหาหลวงปู่ทุกที แต่คราวนี้ไม่ยอมแวะ

“กูไปทำอะไรมึง” หลวงปู่ทำหน้าดุ ๆ ตอบ

“ก็ดึงเรือเอาไว้ทำไมล่ะ”

“ดึงที่ไหน เรือไปโน่น” ท่านชี้มือทวนน้ำขึ้นไป มหัศจรรย์ เรือบรรทุกข้าวกลับทวนน้ำขึ้นไป นายท้ายเรือก็เลยต้องผละวิ่งตามเรือไป

เป็นการเย้าแหย่ระหว่างเพื่อนเก่า ๆ ที่เล่าติดปากกันมาอีกเรื่อง แสดงให้เห็นว่า หลวงปู่นั้นมีพลังจิตสูงและมีอารมณ์สนุกสนานเหมือนกัน ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดได้เล่าว่า

หลวงปู่นั้นใครจะพูดว่าอะไรท่านก็รู้ สมัยก่อนท่านมักจะสานควายธนูเอาไว้ชนกันเล่น แม้แต่ลูกกระสุนท่านก็สั่งได้ จะให้ไปถูกที่ไหน

หลวงพ่อสงฆ์ จันทสโร.jpg
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

dhammalives!

GMT+8, 2019-3-21 19:31 , Processed in 0.097037 second(s), 13 queries .

Powered by Discuz! X1.5 This website Design by Thaigraph.com

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.